Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยลูกค้ายกระดับก้าวข้ามความเสี่ยงจากโอทีรุ่นเก่า

โดย อังเดร โชริ รองประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ ประจำภาคพื้น เอเชียแปซิฟิก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ปัจจุบัน บทบาทของประธานเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ (CISO) มาพร้อมความรับผิดชอบอย่างหนักในเรื่องของสังคมและจริยธรรม ซึ่งทั้งองค์กรและทีมงานต่างมีความรับผิดชอบหลักในการปกป้องความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับโครงสร้างพื้นฐานหลัก ที่ให้บริการสำคัญ อย่าง ไฟฟ้า น้ำ น้ำมัน ก๊าซ เฮลธ์แคร์ และการผลิตอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ในบทบาทการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการดำเนินงาน (OT) ที่ใช้เครื่องจักรในโรงงานเหล่านี้ ต้องมุ่งเน้นที่การสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เพราะแค่โรงงานต้องหยุดดำเนินการเพียงไม่กี่นาที อาจทำให้บริษัทต้องสูญเสียเงินหลายสิบล้าน และความรับผิดชอบก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องนี้

เพราะ CISO ยังต้องดูแลทั้งเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากร ที่อาจได้รับผลกระทบร้ายแรงจากการโจมตีทางไซเบอร์ และต้องคิดไปไกลกว่าประเด็นเรื่องผลกระทบทางการเงิน เพราะการดำเนินงานที่ต้องหยุดชะงักจากการโจมตีทางไซเบอร์ อาจส่งผลอันตรายต่อความปลอดภัยของคนทำงาน กระทั่งอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตหากได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ในระบบ OT

หนึ่งในปัญหาท้าทายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ CISO ต้องเผชิญ คือการปกป้องระบบงานเดิมที่ล้าสมัย ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันมาอยู่ก่อนแล้ว และเนื่องจากเป็นระบบที่ใช้กันมานาน จึงเป็นเรื่องยากสำหรับทีมรักษาความปลอดภัยที่จะดูแลรักษาระบบเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม และหลายต่อหลายครั้งที่ระบบเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ได้ ซึ่งผู้คุกคามในปัจจุบันก็รู้เรื่องนี้ดี

รู้จักจุดอ่อนในโครงสร้างพื้นฐาน OT

สิ่งอำนวยความสะดวกหลักด้าน OT เกือบทุกอย่างล้วนเป็นระบบเดิมที่ล้าสมัย เพราะถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์วัตถุประสงค์แค่อย่างเดียวมานานนับหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นระบบที่ใช้ในโรงบำบัดน้ำ หรืออุปกรณ์ควบคุมการทำงานของเครื่องจักร (programmable logic controller) ในโรงงานผลิตยานยนต์ เครื่องจักรเหล่านี้หลายต่อหลายตัวถูกสร้างขึ้นก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ต ในช่วงที่คนยังไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยไม่ได้สร้างเพื่อให้เชื่อมต่อผ่านระบบดิจิทัลได้ หรือไม่ได้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยในตัว แต่ด้วยความแพร่หลายของ IIoT การปฏิรูปกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล และอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้ระบบ OT แบบเดิมเหล่านี้ถูกเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายบริษัทหรืออินเทอร์เน็ต และหลายระบบไม่มีการป้องกันทำให้กลายเป็นความเสี่ยง

ในโลกไอที เมื่ออุปกรณ์หรือระบบมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเนื่องจากเป็นระบบเก่าและไม่ทันสมัย ทางออกที่ง่ายที่สุดคือการซื้อใหม่ อย่างไรก็ตาม ในโลก OT เนื่องจากระบบมีขนาดใหญ่กว่าและซับซ้อนกว่า ทำให้เป็นทางเลือกที่มาพร้อมข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย ด้วยเหตุนี้ CISO จึงต้องคอยรับมือกับปัญหาที่เกี่ยวกับความล้าสมัยของระบบและเครื่องจักร เช่นในประเด็นต่อไปนี้

การตั้งค่าที่ไม่ถูกต้อง ทันทีที่สภาพแวดล้อม OT พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ หลายธุรกิจก็จะรีบทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ระบบควบคุม หรืออุปกรณ์ที่ไม่มีการป้องกันเข้ากับเครือข่ายโดยตรง การที่ไม่มีระบบควบคุมความปลอดภัยที่เพียงพอ เช่น การใช้ไฟร์วอลล์ในการป้องกันระบบเหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเครื่องจักรเหล่านี้ จะถูกเปิดเผยบนอินเทอร์เน็ต โดยไม่มีการป้องกันทั้งพอร์ตและเว็บอินเตอร์เฟสในการบริหารจัดการ เหล่านี้คือโอกาสอันดีสำหรับผู้โจมตี ที่สามารถใช้สิ่งเหล่านี้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทได้โดยง่าย และดำเนินการโจมตีที่เป็นอันตราย

ขาดการมองเห็นและไม่สามารถควบคุมสินค้าคงคลัง เนื่องจากระบบเหล่านี้ส่วนใหญ่ติดตั้งใช้กันมานานแล้ว ทำให้ไม่มีความสามารถในการสอดส่องหรือตรวจจับอย่างที่เครื่องจักรสมัยใหม่มีกัน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นระบบเหล่านี้ได้ และไม่สามารถป้องกัน รวมถึงอัปเกรด หรือบำรุงรักษาได้ ส่งผลให้ CISO ไม่สามารถจัดการกับโครงสร้างเครือข่ายได้

การแพตช์และอัปเกรดเป็นเรื่องท้าทาย ในโลกไอที การแพตช์ และการอัปเกรด เป็นแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ได้รับการยอมรับและทำกันมาเรื่อยๆ แต่ระบบ OT แบบเก่านั้นบำรุงรักษายาก เพราะนอกจากจะเป็นระบบเก่าแล้วยังมีการปรับแต่งเยอะ และอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนแล้ว แม้ว่าจะสามารถแพตช์และอัปเกรดได้ก็ตาม แต่ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากการที่ระบบต้องหยุดทำงาน 10 หรือ 15 นาทีเพื่ออัพเดตเครื่องจักร อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายล้านดอลลาร์สูงกว่ารายรับของโรงงาน

ยังคงมีการสร้างระบบที่ล้าสมัยอยู่  ทำให้เป็นปัญหาที่ซับซ้อนไปอีก เมื่อ OEM หลายรายที่สร้างอุปกรณ์ OT ยังคงส่งระบบที่ไม่รองรับการทำงานร่วมกับระบบใหม่ๆ อย่าง Microsoft Windows 7 ที่ไม่สามารถแพตช์ หรือป้องกันด้วยโซลูชันรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สมัยใหม่ได้ หลายครั้ง ก็เป็นปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากการอัปเกรดต้องใช้ไดรเวอร์ใหม่ ซอฟต์แวร์ที่อัปเดต รวมถึงการทดสอบ และอื่นๆ

ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาแผนปฏิบัติการ

แม้จะระบบ OT แบบเก่าจะมีความท้าทายอยู่ แต่ก็มีหลายสิ่งที่ CISO และทีมชไนเดอร์ สามารถดำเนินการในเชิงรุกเพื่อปกป้องระบบเหล่านี้ ที่แม้จะเก่าแต่เป็นระบบสำคัญ อย่างการที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กำลังทุ่มเทความพยายามในการทำงานร่วมกับลูกค้า หน่วยงานระดับประเทศ และบรรดาผู้ผลิต OEM เพื่อลดความเสี่ยงของระบบ OT ในเชิงรุกผ่านโครงการความริเริ่มเหล่านี้

การแก้ไขระบบที่ตั้งค่าไม่ถูกต้องให้กับลูกค้าที่มีอยู่ โดยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ทำงานร่วมกับลูกค้า เพื่อตรวจจับอินเทอร์เฟซการจัดการเว็บที่ไม่ได้รับการป้องกันและ IP แบบเปิดในระบบเดิมที่ถูกเชื่อมเข้ากับระบบต่างๆ ที่อยู่ในการติดตั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเพราะระบบที่ตั้งค่ามาผิดหรือระบบที่เลิกใช้งานแล้วก็ตาม บริษัทกำลังช่วยลูกค้าระบุช่องโหว่ ประเมินความเสี่ยง และดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงและการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น 

การสร้างความตระหนักรู้ให้กับหน่วยงานในประเทศ โดยหน่วยงานภาครัฐบาลทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับภูมิภาค ล้วนต้องการรับรู้ถึงเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อชุมชน และประชาชน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับระบบ OT ที่ไม่ได้รับการป้องกัน พร้อมกับกระตุ้นให้หน่วยงานเหล่านี้ เป็นหัวหอกในโครงการริเริ่มเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เหล่านี้

ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ประกอบการ OEM ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังตระหนักถึงคุณค่าของการเป็นพาร์ทเนอร์กับ OEM อีกทั้งทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ เพื่อนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดไปช่วยปรับปรุงความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตัวอย่างเช่น บริษัทได้ดำเนินการตามกระบวนการพัฒนาวงจรการทำงานทั้งหมดโดยเน้นเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ที่ได้รับการรับรองว่าสอดคล้องตามมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ ISA/IEC 62443-4-1 ซึ่งหาก OEM ปฏิบัติตามแนวทางเดียวกัน ก็จะทำให้ไม่มีการสร้างและจัดส่งอุปกรณ์ที่ล้าสมัย ไม่ปลอดภัย และไม่มีการป้องกันออกสู่ตลาด นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังสนับสนุนให้ OEMS ออกแพตช์ และอัปเดตเฟิร์มแวร์ ได้ทันการในทันทีที่มีการระบุช่องโหว่ที่เป็นที่รู้จัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบ OT

ร่วมกันปกป้องระบบ OT เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้คน

ระบบ OT รุ่นเก่าที่ล้าสมัย ยังคงเป็นหนึ่งในความกังวลเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์อันดับต้นของ CISO มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งเราก็ไม่ได้เพิกเฉย เราทุกคนต่างมีความรับผิดชอบร่วมกัน พร้อมความมุ่งมั่นที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้นด้วยการพยายามปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน OT ของเราให้ดีที่สุด


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค พลิกโฉมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าด้วย MasterPacT MTZ Active เซอร์กิตเบรกเกอร์ สายพันธุ์ดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ในการจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ MasterPacT MTZ Active ซึ่งเป็นการปฏิวัติการออกแบบเซอร์กิตเบรกเกอร์ใหม่ ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจจะดำเนินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและดิจิทัลที่มากขึ้น MasterPacT MTZ Active ช่วยตอบโจทย์ลูกค้าต่อความท้าทายที่มีความซับซ้อนในแต่ละวัน รวมถึงความต้องการด้านเวลาในการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ตลอดจนช่วยให้สามารถรับมือกับต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และข้อเรียกร้องด้านแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืน

“โลกของไฟฟ้าและการใช้ดิจิทัลในด้านพลังงาน ในอุตสาหกรรม หรืออาคาร ที่มากขึ้น นับเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับวิกฤติพลังงานและสภาพภูมิอากาศ” นายโรฮาน เคลการ์ รองประธานอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ทั่วโลก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า  “ทั้งเราและลูกค้ากำลังใช้ประโยชน์จากพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) เพื่อลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ดังนั้น MasterPacT MTZ Active คือคำตอบล่าสุดของเรา ในการช่วยเร่งให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดคาร์บอน ยืดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ โดยไม่กระทบต่อฟังก์ชั่นการทำงานหรือความปลอดภัย”

ปัจจุบันในหลายอุตสาหกรรม มีการใช้พลังงานมากขึ้น และมีความซับซ้อนในด้านการบริหารจัดการมากขึ้นอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ อาคาร และภาคพลังงาน ไปจนถึงเคมีภัณฑ์ รวมถึง ธุรกิจ OEM ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการธุรกิจ ต่างคาดหวังว่าไฟฟ้าจะพร้อมใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญที่ Gartner ได้มีการประเมินต้นทุนความเสียหาย หากมีการหยุดทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ อยู่ที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อนาที หรือมากกว่า 300,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ทำให้เห็นว่าการรับรองความปลอดภัยของผู้ติดตั้ง ผู้ปฏิบัติงาน และเจ้าหน้าที่บำรุงรักษาก็ถือเป็นสิ่งสำคัญในอันดับแรกๆ เช่นกัน

MasterPacT MTZ Activeพร้อมสำหรับการปฏิบัติการ

เป็นเวลา 35 ปี ที่ชื่อ MasterPacT เป็นตัวแทนของความหมายว่า ‘นวัตกรรมแห่งเซอร์กิตเบรกเกอร์ และความน่าเชื่อถือ’ โดย ให้บริการแล้วหลายล้านตัวทั่วโลกขณะนี้ ด้วยระบบอัจฉริยะที่มีการเชื่อมต่อกับระบบการจ่ายพลังงาน กลายเป็นสิ่งจำเป็น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงต่อยอดและพัฒนาประสิทธิภาพของเซอร์กิตเบรกเกอร์ จนกลายเป็นนวัตกรรม MasterPacT MTZ Active มีที่มีหน่วยควบคุมไฟฟ้า ที่ทำหน้าที่เป็นสมองของเบรกเกอร์ ช่วยให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสิ่งอำนวยความสะดวก สามารถตรวจสอบ และวัดการใช้พลังงานได้ในแบบเรียลไทม์

“เหมือนกับโซลูชั่นการจ่ายพลังงานของชไนเดอร์ อิเล็คทริค จำนวนมาก MasterPacT MTZ Active ทำให้เรามองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคือ ‘พลังงาน’ โดยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถดูและติดตามการใช้พลังงานได้แบบเรียลไทม์” นายไอโอนัต ฟาร์กัส รองประทานอาวุโสฝ่าย Europe Hub, Power Products ชไนเดอร์ อิเล็คทริค “ด้วยข้อมูลที่ดูได้อย่างรวดเร็ว บริษัทที่ใช้งาน จึงสามารถตัดสินใจด้านการบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการใช้โดยไม่จำเป็น ลดขยะ และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”

นอกจากนี้เมื่อเซอร์กิตเบรกเกอร์หยุดทำงาน (trips) ทั้งจากการโอเวอร์โหลด การลัดวงจร หรือมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งหน่วยควบคุมเพื่อลดความเสียหายแบบเร่งด่วน พร้อมด้วยโซลูชั่น QR code รายแรกในอุตสาหกรรม ของ MasterPacT MTZ Active ช่วยให้ผู้ปฏิบัติการสามารถสแกน QR code เพื่อเข้าถึงแนวทางแก้ไขที่ดีที่สุดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการหยุดทำงาน” ฟาร์กัส เผยต่อว่า “เมื่อเกิดการโอเวอร์โหลด คุณจะได้รับคำแนะนำเพื่อให้จ่ายโหลดใหม่ ให้สมดุลกันระหว่างวงจรอย่างรวดเร็ว”

ยกระดับความปลอดภัยและความยั่งยืน

MasterPacT MTZ Active มาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน มาพร้อม Energy Reduction Maintenance Setting (ERMS) ภายในตัว ช่วยปกป้องอันตรายจากประกายไฟ ที่อาจเกิดกับเจ้าหน้าที่บำรุงรักษา และด้วยการออกแบบที่ใช้งานง่ายของชุดควบคุม ช่วยให้การตั้งค่าฟังก์ชั่นการป้องกันทั้งหมดสะดวกขึ้น รวมถึงเรื่องของกระแสไฟฟ้า การทดเวลา และการแจ้งเตือน

MasterPacT MTZ Active ยังเป็นเบรกเกอร์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสอดรับกับนโยบายความยั่งยืน สามารถนำมาซ่อมแซมและใช้งานใหม่ได้ โดยหากมีการติดตั้ง MasterPacT รุ่น NT/NW อยู่ก่อนแล้ว ยังสามารถอัพเกรด trip unit ให้เป็นชุดควบคุมของ MTZ Active ได้ ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเบรกเกอร์ใหม่ เป็นการลดต้นทุน และลดการเกิดของเสีย

ในขณะที่การใช้พลังงานไฟฟ้า และการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ได้เปลี่ยนแปลงการผลิต และความต้องการด้านพลังงานทั่วโลก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงพัฒนานวัตกรรมของ MasterPacT อย่างต่อเนื่อง โดยอิงข้อมูลจากลูกค้า เพื่อมอบประสิทธิภาพของเบรกเกอร์ที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

EcoStruxure IT พัฒนา DCIM ล้ำหน้าไปอีก ออกรายงานตัวชี้วัดความยั่งยืนได้อัตโนมัติในคลิกเดียว

โดย เควิน บราวน์ รองประธานอาวุโส ส่วน EcoStruxure Solutions กลุ่มธุรกิจ , Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

การ์ทเนอร์ รายงานว่า 80% ของ CIO จะมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนขององค์กรไอที ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไม่เกิน 2570

กฎระเบียบด้านไอทีกำลังยกระดับความร้อนแรงขึ้นทั่วโลก สหภาพยุโรปกำลังเป็นแกนนำ แต่ก็ไม่ได้ไปเพียงลำพัง เพราะสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาเพิ่งอนุมัติกฎที่จะกำหนดให้บริษัทมหาชนบางแห่ง ต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สถิติ 80% ที่เอ่ยไปข้างต้น มีเพียง 43% ของผู้บริหารเท่านั้น ที่กล่าวว่าตนตระหนักดีถึงการปล่อยคาร์บอนจากไอทีในองค์กร หรือ IT Footprint นั่นเอง

ดังนั้น 80% ของ CIO จะต้องมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนของไอทีในองค์กร กระนั้นก็ตาม มีผู้บริหารเพียง 43% เท่านั้นที่ทราบเรื่องฟุตปริ้นด้านไอทีในองค์กร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสิ่งที่เราได้ยินจากลูกค้าตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คือการรายงาน PUE (Power Usage Effectiveness) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพสำหรับการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูล ที่ดูเหมือนตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การวัดผลความก้าวหน้าเป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะการเข้าถึงและส่งออกข้อมูลจะต้องทำได้ง่าย โดยผู้บริหารบอกเราว่าการจะเข้าใจว่าจะเริ่มต้นที่ไหนและอย่างไรอาจเป็นเรื่องยาก และกฎระเบียบใหม่ต้องการมากกว่าแค่การรายงานเรื่อง PUE

…ทั้งหมดนี้กำลังจะเปลี่ยนไป

ฟีเจอร์ใหม่ด้านความยั่งยืน ช่วยให้ออกรายงานตามต้องการได้รวดเร็ว นำไปใช้ต่อได้ง่าย

ซอฟต์แวร์ EcoStruxure IT DCIM รูปแบบใหม่มาพร้อมกับฟีเจอร์การออกรายงานความยั่งยืนได้โดยอัตโนมัติ พ่วงการการันตีด้วยรางวัล โดยวันนี้ผู้ใช้ EcoStruxure IT ทุกคนจะสามารถใช้ความสามารถใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจเทคนิคเชิงลึก และไม่ต้องคำนวณข้อมูลด้วยตัวเอง

โมเดลใหม่นี้แตกต่างจากที่มีอยู่ในตลาด เพราะเป็นโมเดลที่ให้เครื่องมือในการสร้างรายงานได้สะดวก รวดเร็ว และใช้งานง่าย ช่วยให้ลูกค้าสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ รวมถึง European Energy Efficiency Directive (EED) ซึ่งความสามารถใหม่จะให้มากกว่าตัวชี้วัดตามข้อกำหนด EED ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าสามารถวัดข้อมูลประสิทธิภาพพลังงานในศูนย์ข้อมูลในแบบเรียลไทม์ รวมถึงในอดีตที่ผ่านมาได้ เทียบกับตัววัดการรายงานขั้นสูงทั้งหมดที่ระบุอยู่ใน White Paper ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โดยมีการออกคู่มือตัวชี้วัดความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับศูนย์ข้อมูลในปีที่ผ่านมา และกลายเป็นคู่มือหลักสำหรับอุตสาหกรรมในการออกรายงานด้านความยั่งยืน

ซอฟต์แวร์ EcoStruxure IT ช่วยให้ทั้งเจ้าของและผู้ปฏิบัติงานสามารถวัด และรายงานประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูล ตามการวิเคราะห์แนวโน้ม และข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา โดยทำงานร่วมกับ AI และการมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ เพื่อเปลี่ยนเป็นข้อมูลเชิงลึก ที่นำไปใช้ดำเนินการได้จริงเพื่อสร้างความยั่งยืนได้ดียิ่งขึ้น โดยฟังก์ชันใหม่ด้านการดาวน์โหลด ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถระบุปริมาณและการรายงานได้รวดเร็วแค่เพียงคลิก ช่วยตัดงานที่ต้องทำด้วยตัวเองออกไป ทำให้ควบคุมพลังของข้อมูลได้เร็วและง่ายขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากศูนย์ข้อมูลของตน

ยุคใหม่ของ Green IT ชไนเดอร์ อิเล็คทริคคือลูกค้าเช่นกัน

EcoStruxure IT ได้รับการทดสอบ และถูกนำไปใช้ในหลายองค์กร รวมถึงในชไนเดอร์ อิเล็คทริคเองด้วย โดยในปี 2021 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เปิดตัว Schneider Sustainability Impact (SSIs) เพื่อเผยแพร่ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของบริษัท ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ SSI  อลิซาเบธ แฮคเคนสัน ซึ่งเป็น CIO ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ริเริ่มโครงการ Green IT ของบริษัท ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านไอทีเพื่อความยั่งยืนขององค์กร โดยจะระบุวิธีการเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในรูปแบบใหม่อย่างชาญฉลาด เพื่อช่วยให้โครงการดังกล่าวบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซจากระบบ IT อย่างน้อย 5% ต่อปี

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใช้ซอฟต์แวร์ EcoStruxure IT ที่ติดตั้งในไซต์งานหลักกว่า 140 แห่งทั่วโลก มาช่วยให้การดำเนินงานด้านไอที ให้มีความยืดหยุ่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดย Green IT แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สามารถนำศักยภาพใหม่ของ EcoStruxure IT ไปใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนได้มากขึ้น ช่วยให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มองเห็นการใช้พลังงานด้าน IT ในไซต์งานได้มากขึ้น ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จาก EcoStruxure IT ทำให้เห็นว่า โรงงานอัจฉริยะที่เล็กซิงตัน รัฐเคนตักกี้ มีการใช้พลังงานลดลง 30% ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2023 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก

“การใช้ EcoStruxure IT ช่วยให้เรามีความคืบหน้าที่ดีอย่างต่อเนื่อง ในการปฏิบัติภารกิจ เพื่อลดการใช้พลังงานด้านไอที และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งช่วยให้บริษัทก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน” แฮคเคนสัน กล่าว “เรากำลังทำให้ลูกค้าทั่วโลกได้รับประโยชน์เหล่านี้เช่นกัน”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คว้าตำแหน่งบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลก จากนิตยสาร Time และ Statista

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการบริหารจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติ ได้รับการจัดอันดับให้เป็น World’s Most Sustainable Companies for 2024 หรือ บริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลก ประจำปี 2024 โดยนิตยสาร Time และ Statista โดยการจัดอันดับในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความมุ่งมั่นของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่แต่เฉพาะในองค์กรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความมุ่งมั่นในการช่วยลูกค้าประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

Time และ Statista ทำการคัดเลือกบริษัทที่มีความยั่งยืนมากที่สุดในโลกประจำปี 2024 อย่างโปร่งใสในหลายขั้นตอน เริ่มจากการจัดกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมากกว่า 5,000 แห่ง ไม่นับรวมบริษัทที่ไม่เข้าข่ายด้านความยั่งยืน และพิจารณา 4 ปัจจัยสำคัญหลัก ได้แก่ การให้คะแนนความยั่งยืนจากภายนอก คำมั่นสัญญา ผลรายงานการดำเนินงานขององค์กร และตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งเกณฑ์การคัดเลือกดังกล่าวนำไปสู่การจัดอันดับบริษัท 500 แห่ง จากกว่า 30 ประเทศ

Time และ Statista มองเห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค รวมถึงความมุ่งมั่นในโครงการ Schneider Sustainability Impact (SSI) ซึ่งเป็นโครงการที่สร้างการขับเคลื่อนและชี้วัดความคืบหน้าในการดำเนินงานของบริษัท เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความยั่งยืนระดับโลกของปี 2021-2025 โดยยึดคำมั่นสัญญาสำคัญ 6 ข้อ ครอบคลุมทุกมิติในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) นับเป็นความมุ่งมั่นของบริษัทที่ช่วยให้ลูกค้าลดและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 553 ล้านตันนับตั้งแต่ปี 2018 นอกจากนี้ บริษัทยังมีความคืบหน้าในการปฏิรูปซัพพลายเชนขององค์กรอีกด้วย ซัพพลายเออร์ชั้นนำของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จำนวน 1,000 ราย สามารถลดการปล่อยคาร์บอนลงถึง 27 เปอร์เซ็นต์ และพันธมิตรด้านซัพพลายเชนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท 21 เปอร์เซ็นต์ สามารถบรรลุมาตรฐานการทำงานของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เป็นอย่างดี

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลก” ปีเตอร์ เฮอร์เวค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผย “ความสำเร็จครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของเราในการสร้างความยั่งยืน ซึ่งปลูกฝังอยู่ในทุกสิ่งที่เราทำ ทั้งในการตัดสินใจและการดำเนินงานประจำวันของเรา เราคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราผลักดันอย่างเต็มที่ จนสามารถพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของเรามากยิ่งขึ้นไป พร้อมมั่นใจได้ว่าทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างผลกระทบที่ดีได้อย่างยั่งยืน”

นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังถูกจัดอยู่ใน Dow Jones Sustainability World Index เป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน โดยครองอันดับ 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน และครองตำแหน่งใน Europe index ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมีความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือ ออนวัลล่า รุกตลาดเครื่องชาร์จอีวี สร้างความยั่งยืนไปด้วยกัน

นายมงคล ตั้งศิริวิช (ขวา) ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลประเทศไทย ลาว และเมียนมา และ นายองอาจ ปัณฑุยากร (ซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนวัลล่า จำกัด ภายใต้การดูแลของบริษัท ออลล่า จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนา และต่อยอดธุรกิจด้านสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร มุ่งมั่นต่อยอดแนวคิดสร้างความยั่งยืนให้กับโลก ด้วยสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าความเร็วสูง EVlink Pro DC ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่มีระบบ Ultra Fast Charge ให้ความรวดเร็วไม่ต้องรอนาน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บริการที่ปรึกษา เข้าใจอดีต ปกป้องปัจจุบัน มั่นใจถึงความพร้อมในอนาคต จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เมื่อพนักงานผู้ดูแลระบบเป็นระยะเวลานานในโรงงานอุตสาหกรรม หรืออาคารขนาดใหญ่ลาออกหรือเกษียณอายุ ในหลายกรณีพบว่าไม่สามารถหาคนมาแทนที่ได้ เนื่องจากพวกเขาคือบุคลากรสำคัญด้านการซ่อมบำรุง ซึ่งมีความรู้ในการปฏิบัติงาน ณ สถานที่นั้นๆอย่างละเอียดและเฉพาะเจาะจง ส่งผลให้เป็นการยากหากจะหาผู้มีประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกัน และทำงานทดแทนกันได้ทันที

นอกจากนี้ ด้วยภาวะความกดดันภายในองค์กรที่ต้องลดค่าใช้จ่ายดำเนินการ (OpEx) การบำรุงรักษาบางอย่าง จึงได้แต่มอบหมายให้กับบริษัททั่วไปที่มีความรู้จำกัด ในด้านงานติดตั้งต่างๆ ไปจนถึงงานระบบไฟฟ้า

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพนักงาน จะทำให้เกิดผลลัพธ์ได้แก่:

  • ดาวน์ไทม์ที่เพิ่มมากขึ้น
  • ปัญหาที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หรือ เกิดการวินิจฉัยผิดพลาด
  • ใช้เวลาในการแก้ปัญหามากขึ้น
  • มีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทำงานของระบบที่จำกัด
  • ขาดการตรวจสอบย้อนหลัง
  • เพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
  • ประสิทธิภาพลดลง
  • ค่าบำรุงรักษาเพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็มีแนวโน้มล้าสมัยอย่างรวดเร็ว

การบริการให้คำปรึกษา สามารถให้มุมมองว่าตอนนี้อยู่ตรงจุดใด ต้องการไปจุดใด และจะไปในจุดนั้นได้อย่างไร โดยจัดลำดับความสำคัญด้วยการแสดงภาพให้เห็น ตามความท้าทาย และปัญหาได้อย่างชัดเจน

การบริการให้คำปรึกษาที่ครอบคลุมของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีความครบวงจร ตั้งแต่การเริ่มต้นด้วยการประเมินการติดตั้งระบบไฟฟ้า ซึ่งการประเมินนี้คล้ายกับการที่แพทย์ตรวจวัดชีพจร เนื่องจากช่วยให้สามารถระบุอาการป่วย จุดวิกฤติ หรือข้อบกพร่อง ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าของคุณ การประเมินนี้ทำให้เรามีความเข้าใจที่ถ่องแท้มากขึ้น เกี่ยวกับสภาพและประสิทธิภาพของการติดตั้งระบบไฟฟ้าที่มีอยู่ และแนะนำวิธีแก้ปัญหาเพื่อช่วยปรับปรุงด้านความปลอดภัย รวมถึงประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือ

ซึ่งอาจรวมถึง single-line diagrams แบบดิจิทัล และ electrical digital twin  ซึ่งเป็นแบบจำลองเสมือนของระบบไฟฟ้าที่ใช้ในการจำลอง วิเคราะห์ และเพิ่มประสิทธิภาพระบบไฟฟ้า โดย electrical digital twin นี้สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ที่ปรึกษาด้านไฟฟ้าเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม และช่วยให้สามารถระบุจุดที่ต้องปรับปรุงได้ โดยผลที่ได้คือการช่วยลดเวลาในการหยุดทำงาน ตลอดจนการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดความเสี่ยงของไฟฟ้าขัดข้องได้

ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

การขาดการบำรุงรักษา นอกจากจะทำให้การผลิตในโรงงานเสียหาย หรือแม้กระทั่งการหยุดทำงานของระบบ ยังอาจทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ชิ้นส่วนที่มีกระแสไฟฟ้า อาจทำให้เสี่ยงต่อการลัดวงจร และไฟไหม้ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องศึกษาระบบ เพื่อช่วยให้แน่ใจว่าการออกแบบเพื่อป้องกันการลัดวงจรของสินทรัพย์นั้นมีมากเพียงพอ รวมถึงการผนวกการป้องกันที่เหมาะสม แม้กระทั่งการติดฉลากบนสินทรัพย์ และอุปกรณ์ป้องกันเฉพาะบุคคลสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งจำเป็นต้องเป็นข้อมูลล่าสุด ดังนั้นการบริการให้คำปรึกษาจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า โรงงานและอุปกรณ์ต่างๆ ได้รับการออกแบบอย่างดี และมีการดำเนินการด้านบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ดังนั้นความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะช่วยลดอันตรายจากกระบวนการต่างๆ และการสูญเสียในส่วนการผลิตให้เหลือน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็ทำให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎระเบียบทางไฟฟ้าด้วย

ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

วิธีการทำงานของชไนเดอร์ อิเล็คทริค อยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือ และการแบ่งปันองค์ความรู้ เพื่อช่วยให้การปรับปรุงและยกระดับประสิทธิภาพ ในการปลดล็อกการลดต้นทุนการดำเนินงาน และการยกระดับ เพื่อไปสู่เป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  อาทิ จากประสบการณ์เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้สูงสุดถึง 15 เปอร์เซ็นต์  จากการบริหารจัดการคุณภาพไฟฟ้าที่เหมาะสม สามารถร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกระดับภายในองค์กร เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือทำงานร่วมกับทีมงานที่ไซต์งานเพื่อระบุ ทั้งการออกแบบ และนำกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพมาใช้งาน

การจัดการวงจรชีวิต: รากฐานในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต

การบริหารจัดการสินทรัพย์เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ดังนั้นด้วยบริการดิจิทัลในการตรวจสอบสินทรัพย์ ทำให้สามารถช่วยตรวจสอบสินทรัพย์ของโรงงาน และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ ด้วยการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล รวมถึงการให้บริการในการตรวจสอบ เพื่อช่วยการบริหารจัดการกลุ่มสินทรัพย์ทางด้านไฟฟ้าทั้งหมด ตลอดจนบริการการจัดการเชิงพยากรณ์ เป็นการช่วยคาดการณ์ความเสี่ยง และรับประกันเครือข่ายพลังงานให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความเชี่ยวชาญของเราคือการให้คำปรึกษา

ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาของชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนว่าสถานะอยู่ที่ไหน ต้องไปที่ไหน และจะไปที่นั่นได้อย่างไร

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการบริหารจัดการพลังงาน และโซลูชั่นดิจิทัลของระบบอัตโนมัติ ที่มุ่งไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพ และความยั่งยืน โดยมีการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีด้านพลังงาน ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ และบริการที่ล้ำสมัย ทุกองค์กรทั่วโลกสามารถไว้วางใจได้ในความผู้เชี่ยวชาญ และการเป็นที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้ ในการนำความรู้ และความเชี่ยวชาญอันมหาศาลนี้มาจัดการกับความท้าทายขององค์กรลูกค้าเพื่อช่วยในการตัดสินใจ โดยอาศัยข้อมูลทางดิจิทัล

ความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญหน้างานคืออะไร? โซลูชั่นบริการให้คำปรึกษาช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความน่าเชื่อถือ และมีความปลอดภัย ตลอดจนปรับปรุงให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานในปัจจุบันมากที่สุด ด้วยการรายงานเกี่ยวกับข้อมูลสำคัญทั้งหมดที่ครบถ้วน ทำให้องค์กรสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้นได้ด้วยสิ่งต่อไปนี้:

  • เพิ่มประสิทธิภาพการติดตั้ง
  • แนวทางปฏิบัติในการบำรุงรักษาที่มั่นคง
  • แผนการปรับให้เหมาะสมสำหรับการปรับปรุงให้ทันสมัย
  • การลงทุน OpEx และ CapEx ที่คาดการณ์ไว้
  • แผนการตรวจสอบดิจิทัลขั้นสูง
  • ความพร้อมและความยืดหยุ่นสำหรับอนาคต

โซลูชั่นมาพร้อมคำแนะนำที่นำไปปฏิบัติได้ทั้งหมด โดยจัดทำผ่าน mySchneider ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกัน เพื่อการจัดลำดับความสำคัญ การติดตามผล มาพร้อมการใช้งานที่ง่าย คลิกที่นี่เพื่อเริ่มต้นการใช้งาน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Schneider Electric ร่วมมือ NVIDIA ออกแบบศูนย์ข้อมูล AI ขับเคลื่อนเส้นทางสู่โลกอนาคต

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ในการบริหารจัดการพลังงานและระบบอัตโนมัติ ได้ประกาศความร่วมมือกับ NVIDIA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล และปูทางสู่ความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยี Edge AI หรือการประมวลผลของ AI ที่เอดจ์ รวมถึง Digital twin

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ขั้นสูงของ NVIDIA เพื่อแนะนำดีไซน์ต้นแบบเพื่อการอ้างอิงของศูนย์ข้อมูล AI ที่เปิดเผยสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ดีไซน์เหล่านี้เตรียมไว้เพื่อกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการปรับใช้ AI และดำเนินงานภายในระบบนิเวศของศูนย์ข้อมูล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของวิวัฒนาการในอุตสาหกรรม

เนื่องจากแอปพลิเคชัน AI กำลังเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทั้งต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าการประมวลผลแบบเดิม ทำให้ต้องใช้พลังการประมวลผลเพิ่มขึ้นทวีคูณ การที่ AI มาแรงจึงกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างความซับซ้อนในการออกแบบและการดำเนินงานศูนย์ข้อมูล พร้อมกับที่ผู้ดำเนินการศูนย์ข้อมูลต้องทำงานเพื่อสร้างและดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้พลังงานเสถียรด้วยความรวดเร็ว เพื่อช่วยประหยัดพลังงานและรองรับการปรับขยายได้

“เรากำลังปลดล็อกอนาคตของ AI เพื่อองค์กรต่างๆ” ปานกาจ ชาร์มา รองประธานบริหาร แผนกพลังงานที่ปลอดภัยและธุรกิจศูนย์ข้อมูล ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “การผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันศูนย์ข้อมูลของเราเข้ากับความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI ของ NVIDIA คือการที่เรากำลังช่วยให้องค์กรต่างๆ ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ข้อมูล และปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ความร่วมมือระหว่างเรากับ NVIDIA นับเป็นการปูทางสู่อนาคตที่สร้างการเปลี่ยนแปลง ที่ให้ความยั่งยืน และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยขุมพลังของ AI”

การออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ล้ำยุคเพื่อเป็นต้นแบบในการอ้างอิง

ในเฟสแรกของความร่วมมือ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะนำเสนอดีไซน์ต้นแบบเพื่อการอ้างอิงสำหรับศูนย์ข้อมูลล้ำยุคที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับคลัสเตอร์การประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ NVIDIA และสร้างเพื่อการประมวลผลข้อมูล การจำลองทางวิศวกรรม การออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การออกแบบตัวยาโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย รวมถึง generative AI ซึ่งจุดมุ่งเน้นพิเศษคือการกระจายพลังงานได้สูง มีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และระบบควบคุมที่ออกแบบมาเพื่อให้แน่ใจว่าทดสอบการใช้งานได้ง่ายและให้การทำงานที่น่าเชื่อถือสำหรับคลัสเตอร์ที่มีความหนาแน่นสูงเป็นพิเศษ โดยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ชไนเดอร์ อิเล็คทริคตั้งเป้าที่จะมอบเครื่องมือและทรัพยากรที่จำเป็นแก่เจ้าของศูนย์ข้อมูลและผู้ปฏิบัติงานเพื่อผสานรวมโซลูชัน AI ใหม่ที่ล้ำหน้าเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างราบรื่น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และให้ความมั่นใจในการดำเนินงานตลอดช่วงอายุการใช้งานได้อย่างน่าเชื่อถือ

เพื่อตอบสนองความต้องการด้านเวิร์กโหลดของ AI ที่เพิ่มขึ้น ดีไซน์ต้นแบบเพื่อการอ้างอิงนี้ จะนำเสนอกรอบการทำงานที่แข็งแกร่งสำหรับการนำแพลตฟอร์มการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ NVIDIA มาใช้ในศูนย์ข้อมูล ในขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพ ให้ความสามารถในการปรับขยายการทำงาน และให้ความยั่งยืนโดยรวม ทั้งนี้ คู่ค้า วิศวกร และผู้นำศูนย์ข้อมูลสามารถใช้การดีไซน์อ้างอิงเหล่านี้สำหรับห้องต่างๆ ของศูนย์ข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งจะต้องรองรับการใช้งานใหม่ๆ ของเซิร์ฟเวอร์ AI ที่มีความหนาแน่นสูง รวมถึงการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ที่ปรับปรุงอย่างสมบรูณ์เพื่อให้เหมาะสำหรับคลัสเตอร์ AI ที่ระบายความร้อนด้วยของเหลว

“เราร่วมมือกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อนำเสนอดีไซน์ต้นแบบเพื่อการอ้างอิงของศูนย์ข้อมูล AI โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลเร่งความเร็วรุ่นใหม่ของ NVIDIA” Ian Buck รองประธาน Hyperscale และ HPC ของ NVIDIA กล่าว “ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้องค์กรต่างๆ มีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อให้ได้ประโยชน์จากศักยภาพของ AI ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลได้ครอบคลุมทั่วทุกอุตสาหกรรม”

Roadmap แห่งอนาคต

นอกเหนือจากดีไซน์ต้นแบบเพื่อการอ้างอิงของศูนย์ข้อมูล AVEVA ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Schneider Electric จะเชื่อมต่อแพลตฟอร์ม Digital Twin เข้ากับ NVIDIA Omniverse เพื่อมอบสภาพแวดล้อมที่เป็นหนึ่งเดียวสำหรับการจำลองที่เสมือนจริงและในการทำงานร่วมกัน การผสานรวมดังกล่าวจะช่วยให้ทั้งนักออกแบบ วิศวกร และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ประสานการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ช่วยเร่งการออกแบบและช่วยให้ใช้งานระบบที่ซับซ้อนได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดเวลาในการนำเสนอสู่ตลาด

“เทคโนโลยี NVIDIA ช่วยต่อยอดศักยภาพของ AVEVA ในการสร้างประสบการณ์การทำงานร่วมกันในเชิงลึกได้อย่างสมจริงที่รองรับด้วยข้อมูลที่มีคุณภาพจำนวนมากและความสามารถของ Digital Twin ที่ชาญฉลาดของ AVEVA” Caspar Herzberg ซีอีโอของ AVEVA กล่าว “เรากำลังร่วมกันสร้างระบบเสมือนจริงด้านอุตสาหกรรมที่จำลองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งคุณสามารถจำลองกระบวนการ จำลองผลลัพธ์ และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง การผสมผสานระหว่างความฉลาดทางดิจิทัลและผลลัพธ์ที่ได้จริง จะให้ศักยภาพในการปฏิรูปการดำเนินงานของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ให้ความปลอดภัยมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น”

ในความร่วมมือกับ NVIDIA ชไนเดอร์ อิเล็คทริควางแผนที่จะสำรวจกรณีการใช้งานและแอปพลิเคชันใหม่ๆ ทั่วทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม และเดินหน้าวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีพร้อมกำหนดอนาคตของเทคโนโลยี


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว ใบรับรองใหม่ ในโครงการ EcoXpert Partner ครอบคลุมการเทรนนิ่งด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เปิดตัวใบรับรองมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ สำหรับโครงการ EcoXpert™ Partner Program

โครงการนี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยสนับสนุนคู่ค้าด้านช่องทางจำหน่าย หรือ ชาแนลพาร์ทเนอร์ (Channel partners) ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อต่อยอดความรู้ในอุตสาหกรรม ตลอดจนทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น วันนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงออกใบรับรองเพิ่มเติมภายในโปรแกรม EcoXpert™ มุ่งเน้นไปที่การเสริมศักยภาพของคู่ค้าเพื่อให้เป็นที่ปรึกษาที่ทุกคนมั่นใจ ในด้านโซลูชั่นของศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานหลัก

ประโยชน์ของการเลือกฝึกอบรมในฐานะ EcoXpert™ ที่ได้รับการรับรองที่หลากหลาย และช่วยให้พันธมิตรด้านช่องทางจำหน่ายของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กลายเป็นพันธมิตรที่มีความแตกต่าง โดดเด่น และเป็นที่ต้องการของลูกค้าในตลาด จากความเชี่ยวชาญที่มากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มผลกำไร และทำให้ธุรกิจของพวกเขาเติบโต จากการได้รับการรับรองที่ครบครัน จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้ในหลากหลายแวดวงอุตสาหกรรม

ใบประกาศการรับรองความเชี่ยวชาญของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ออกใหม่นี้ มุ่งเน้นไปที่ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ดังนั้นโครงการพันธมิตร EcoXpert จึงเหมาะสำหรับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ และการสร้างศูนย์ข้อมูล รวมถึงระบบทำความเย็น และพลังงาน ผู้วางระบบ และกระบวนการอัตโนมัติ ผู้รับเหมาระบบไฟฟ้าและด้านเครื่องกล รวมถึงผู้ผู้ให้บริการ

โปรแกรมนี้ออกแบบมาเพื่อให้ความรู้ สนับสนุน และสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้รับประโยชน์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งเน้นด้านการศึกษาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการ ในด้านการฝึกอบรมเฉพาะทางที่เพิ่มมากขึ้น ได้แก่

  • การฝึกอบรมออนไลน์: เส้นทางการฝึกอบรมใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่การออกแบบและสร้างโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น พลังงาน ระบบทำความเย็น การใช้ซอฟต์แวร์ และโซลูชั่นศูนย์ข้อมูลแบบครบวงจร
  • เครื่องหมายสถานะและใบรับรอง: การให้ใบรับรองที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรม เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ความสามารถสำหรับสำหรับยืนยันให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และช่วยให้พันธมิตรมีความโดดเด่นและสร้างความแตกต่างในตลาดได้ดียิ่งขึ้น
  • การเข้าถึงระบบนิเวศของพันธมิตรที่ครอบคลุม: สำหรับความช่วยเหลือและความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีใหม่ในรูปแบบที่ซับซ้อนหรือไม่สามารถจัดการได้โดยลำพัง
  • การเข้าถึงการรับรองลูกค้าเป้าหมายอื่นๆ: การเข้าถึงการรับรองความสามารถอื่นๆ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในส่วนต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาความเชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนโซลูชั่นดิจิทัล มีประสิทธิภาพ และความยั่งยืนให้กับลูกค้า
  • พอร์ทัลพันธมิตร: ประสบการณ์ออนไลน์ส่วนบุคคลที่ให้การเข้าถึงเนื้อหา เครื่องมือ สิทธิประโยชน์ และการฝึกอบรมทั้งหมด ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน
  • การสนับสนุนด้านเทคนิคก่อนการขาย: โปรแกรมการดูแลเฉพาะที่ปรับใช้ในประเทศต่างๆ เพื่อรับประกันการสนับสนุนด้านเทคนิคก่อนการขาย (ระดับ 2 และ 3) เพื่อให้มั่นใจว่าระดับการสนับสนุนที่เหมาะสมแก่ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและคู่ค้าที่ได้รับการรับรอง
  • จำหน่ายและดำเนินการบริการ: ศูนย์ข้อมูล EcoXpert และพันธมิตรที่ผ่านการรับรองโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ มีสิทธิ์ซื้อและขายบริการที่มีความแตกต่างด้วยโอกาสที่ลงทะเบียนที่ได้รับอนุมัติ (โปรแกรม ORP)

ข้อมูลที่ทันสมัยของการฝึกอบรมสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านศูนย์ข้อมูล ถือเป็นสิ่งสำคัญเพราะเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การฝึกอบรมและการยกระดับทักษะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้พันธมิตรช่องทางจำหน่ายมั่นใจได้ว่าทันต่อความล้ำหน้าล่าสุด ช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์ของลูกค้าของตนเอง

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นำเสนอการฝึกอบรมลูกค้าที่มีความยืดหยุ่น และคุ้มค่าสำหรับผลิตภัณฑ์ รวมถึงโซลูชั่นมากมาย โดยการเข้าอบรมหลักสูตรสามารถเลือกได้ตามสะดวก ทั้งการฝึกอบรมออนไลน์ การฝึกอบรมแบบเวอร์ชวล รวมถึงในชั้นเรียน พันธมิตรที่สนใจสามารถเข้าถึงชุมชนการเรียนรู้ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อดูกำหนดการและสถานที่ในพื้นที่ใกล้เคียง พันธมิตรสามารถเข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตร EcoXpert™ ได้ที่นี่

#partnerprogram #ecoxpert #datacenter #criticalinfrastructure


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีพีเอฟ ไว้วางใจ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมมือเดินหน้าเพิ่มศักยภาพการผลิต เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

นายมงคล ตั้งศิริวิช ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลประเทศไทย ลาว เมียนมา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง กับ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในการยกระดับการใช้ระบบอัตโนมัติในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยีอัตโนมัติให้กับบุคลากร สนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ และร่วมพัฒนาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ รวมถึงระบบบริหารจัดการ/ประหยัดพลังงานต้นแบบ สำหรับกระบวนการต่างๆ ในฟาร์ม และโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เพื่อช่วยให้องค์กรของลูกค้าสามารถขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมๆ กับการสร้างความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงคิดค้นเทคโนโลยีดิจิทัลแบบเปิดที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ และอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืน สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพในแบบเรียลไทม์ ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ลดต้นทุนด้านการซ่อมบำรุง และที่สำคัญช่วยให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายมงคล ตั้งศิริวิช ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลประเทศไทย ลาว เมียนมา เผยว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้รับความไว้วางใจจาก ซีพีเอฟ ในการร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีอัตโนมัติด้านอุตสาหกรรมอาหาร โดยการลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ มุ่งเน้นในการยกระดับระบบอัตโนมัติของซีพีเอฟ ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับกระบวนการต่างๆ ทั้งในฟาร์ม และโรงงาน นอกจากนี้ เรายังมีความพร้อมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านผู้เชี่ยวชาญของเรา ที่มีประสบการณ์จากทั่วโลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารจัดการพลังงาน เพื่อความยั่งยืน ในงาน Future Energy Asia

พลังงานสะอาดปัจจุบัน มีอิทธิพลต่อภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาวแล้ว ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืน และช่วยโลกในการแก้ปัญหาความรุนแรงด้านสภาพภูมิอากาศอีกด้วย ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงยกทัพโซลูชั่นดิจิทัลสุดล้ำมาเปิดตัวเพื่อสร้างปรากฏการณ์ด้านความยั่งยืน ในงาน Future Energy Asia 2024 เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืนด้วยกัน

โดยผลิตภัณฑ์สุดล้ำหน้าด้านพลังงานทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ อาทิ

Micro Grid Advisor เทคโนโลยีที่มุ่งเน้นด้านการวิเคราะห์พลังงาน การผลิตพลังงาน และแบตเตอรี่ สำหรับองค์กรที่มีเป้าหมายด้านการใช้พลังงานสะอาดโดยมีการติดตั้งแหล่งผลิตพลังงานทดแทนสำหรับการใช้พลังงานภายในพื้นที่ และลดต้นทุนทางด้านพลังงาน โดยสามารถวิเคราะห์คาดการณ์ได้ถึงแนวโน้มในการใช้พลังงาน  และการผลิตพลังงานที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงต้นทุนการใช้พลังงาน และปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอน ในแบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งสามารถรองรับซอฟต์แวร์การควบคุม HVAC และ EV ได้อย่างไร้รอยต่ออีกด้วย ช่วยให้สามารถควบคุมทรัพยากรพลังงานและโหลดได้แบบไดนามิก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานจากความสามารถในการผลิตพลังงานจากแหล่งผลิตพลังงานภายในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเวลาที่จะใช้ผลิตและจัดเก็บพลังงานให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีอินเทอร์เฟซสำหรับใช้งานบนเว็บช่วยให้เข้าใจข้อมูลการประหยัดรายได้ และการปล่อย CO2 แบบเรียลไทม์ได้อย่างง่ายดาย

Unified Operation Center จาก AVEVA หรือศูนย์การดำเนินงานแบบบูรณาการ ช่วยให้สามารถเห็นมุมมองในภาพรวมของการใช้พลังงานและทรัพยากรได้ทุกที่หรือทุกไซต์งาน ทำให้สามารถกำหนดมาตรฐานของอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงการใช้งานได้อย่างเหมาะสมเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น น้ำมันและก๊าซ โครงสร้างพื้นฐานและเมืองอัจฉริยะ ศูนย์ข้อมูล การเดินเรือ พลังงาน และเหมืองแร่ ได้ในแบบเรียลไทม์ และมอบข้อมูลทำงานเพื่อให้บริการตามเป้าหมายขององค์กรและเป็นแนวทางการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ของคุณแบบ end to end

EcoStruxure™ Resource Advisor ซอฟต์แวร์โซลูชั่นที่ใช้สำหรับจัดการพลังงานและความยั่งยืน โดยแพลตฟอร์มนี้ช่วยให้บริษัทต่างๆ รวบรวม วิเคราะห์ และจัดแสดงข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อเป็นการช่วยในการตัดสินใจและส่งเสริมการจัดการการทำกลยุทธ์ด้านพลังงานและความยั่งยืนแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร เพื่อให้แต่ละองค์กรสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมมุ่งเป้าสร้างองค์กรตามแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากลระดับโลกพร้อมด้วย ฟีเจอร์ AI Co-Pilot  ที่ใช้ช่วยในการใช้งานซอฟต์แวร์ให้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

RM AirSeT มาพร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะเหนือระดับด้วยเทคโนโลยี IoT สามารถมอนิเตอร์ข้อมูลไฟฟ้า และควบคุมการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของแอปพลิเคชั่น การจ่ายไฟฟ้า ได้ในแบบเรียลไทม์ และจะช่วยให้สามารถบำรุงรักษาเชิงป้องกัน และพยากรณ์การซ่อมบำรุงได้ ผู้ดูแลสามารถตรวจสอบการทำงานทั้งหมดได้จากระยะไกล เพื่อการดำเนินการที่รวดเร็ว ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์คือไม่ใช้ก๊าซ SF6 ในตู้และอุปกรณ์ย่อยภายในเพื่อเป็นฉนวนอีกต่อไป แต่ใช้อากาศบริสุทธิ์แทน เมื่ออุปกรณ์รั่วซึม หรือหมดอายุ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับเปลี่ยนที่จะส่งผลต่อสภาวะโลกร้อน

ผู้ที่สนใจลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อเข้าร่วมงาน วันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2567 ณ บูธ EG02 ฮอลล์ 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ผู้ดูแลระบบไฟฟ้า และผู้ประกอบการสามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจากชไนเดอร์ อิเล็คทริค ฟรี!!! ทุกเรื่องของพลังงานมีทางออกเสมอ


Exit mobile version