Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CITE DPU เปิดโลกการศึกษายานยนต์สมัยใหม่ เรียนกับตัวจริง เส้นทางสู่คนเก่ง อุตสาหกรรมรถ EV

วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ปักหมุดผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ตอกย้ำมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกในไทยกับหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์ มุ่งเน้น เรียนกับตัวจริงลงมือทำตอบโจทย์โลกธุรกิจ พร้อมเปิดบ้านรับ ม.ปวช. ปวสความหวังกำลังหลักขับเคลื่อนตลาดรถไฟฟ้าที่เติบโตไม่หยุด

จากสภาวะโลกร้อนส่งผลให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านสภาพอากาศให้มากที่สุด โดยประเทศไทยมีเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutralityในปี 2050 และเตรียมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zeroภายในปี 2065 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับประชาคมโลก ส่งผลให้คนไทยหันมาลดการใช้รถยนต์สันดาปที่ใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่รถ EV (Electric Vehicle) กันมากขึ้น จากข้อมูลสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ในปี 2023 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี (BEVในไทย 49,952 คัน เพิ่มขึ้นเป็น เท่าจากปี 2022 ที่มียอดจดทะเบียน ประมาณ 20,815 คัน

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนในส่วนของการศึกษาที่ขานรับกับแนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ขยายตัว ทางวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (College of Engineering and Technology  CITEหน่วยงานในมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้พัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมที่ต้องการบุคลากรและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ และป้อนคนเก่งเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

ผู้นำการสอนเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่

อาจารย์โสภณ โพธิ์ขาว อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (College of Engineering and Technology  CITEเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเป็นตลาดใหญ่ที่เติบโตค่อนข้างเร็วและมีศักยภาพมาก อีกทั้งมีความต้องการของตลาดงานสูง นักศึกษาที่เรียนด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่และยานยนต์ไฟฟ้าจะมีโอกาสทำงานในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่การใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 

“ที่ CITE DPU เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งเดียวในไทยที่มีวิชาแบตเตอรี่ ทำให้นักศึกษาได้ลงมือแพ็คแบตเอง ตั้งค่าและทดสอบแบต จนกระทั่งเอาไปใช้งานในยานยนต์จริง” อาจารย์โสภณ กล่าว

เรียนกับตัวจริง อัดแน่น ความรู้ลงมือทำ

อาจารย์โสภณ กล่าวว่า ตลาด EV เติบโตต่อเนื่อง จากประสบการณ์ที่ทำงานอยู่ในสายงานนี้มา 24 ปี เริ่มจากช่างเทคนิค วิศวกรภาคสนาม วิศวกรเทคนิค ผู้จัดการแผนกเทคนิค ให้กับบริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา อีกทั้งส่วนตัวชอบการแต่งรถ Custom และสร้างรถมอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรก พร้อมทั้งสร้างผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง โดย CYBER BUG เป็นการออกแบบแนว Futuristic ขณะที่ Space Samurai เป็นรุ่นชนะเลิศ ประเภท  Electric bike งาน Bangkok Motor Bike Festival 2022 ตามมาด้วย Neo 50’s เป็นแนว Cyberpunk รับรางวัล Guest pick ‘ งาน Bangkok Hot Rod Custom Show 2024  Bangkok Disorder และ SP1 classic ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ได้รับการยอมรับ

“ผมชอบมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ ชิ้นส่วนกลไก มาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น จึงเลือกเรียนช่างยนต์ จากนั้นมีโอกาสทำงานในบริษัทรถยนต์รายใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกาก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จบอุตสาหกรรมศาสตรบัณฑิตเครื่องกล (อส.บ.) เกียรตินิยมอันดับ และเรียนต่อปริญญาโท การจัดการทางวิศวกรรม จากความชอบในการสร้างมอเตอร์ไซค์ทั้งแบบเครื่องยนต์และแบบไฟฟ้า ทำให้อยากถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ตลอด 24 ปีให้กับน้อง ๆ ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป” อาจารย์โสภณกล่าว

ความโดดเด่นของหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Bachelor of Engineering in Modern Automotive Engineeringเป็นหลักสูตรที่เน้นการเรียนการสอน ระบบควบคุมรถยนต์ ระบบ AI และการปรับแต่งเครื่องยนต์ด้วยตัวเอง โดยมีห้องปฏิบัติการเฉพาะทางที่ทันสมัย เพื่อการเรียนรู้เทคโนโลยีล่าสุดของรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อนไปจนถึงการออกแบบแบตเตอรี่ พร้อมลงมือปฏิบัติจริงกับรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นเอง

“ทั้งระหว่างการเรียน และเมื่อเรียนจบออกไป นักศึกษาจะสามารถออกแบบและสร้างรถอย่าง ebike คันนี้ได้อย่างแน่นอน” อาจารย์โสภณ กล่าว

เรียนจบไม่ตกงาน

อาจารย์โสภณ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการวิศวกรที่มีความรู้เฉพาะทางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างยั่งยืนและประสิทธิภาพการใช้พลังงานทดแทน และการลดการปล่อยมลพิษ จึงเป็นโอกาสของบุคลากรที่มีความรู้ในด้านนี้ในการเข้าทำงานได้ในหลากหลายสายงาน เช่น การออกแบบยานยนต์การผลิตยานยนต์การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการบริหารจัดการ

โดยหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Bachelor of Engineering in Modern Automotive Engineeringเปิดรับนักเรียน นักศึกษาที่สำเร็จ ม.6 และ ปวช. ทุกสาขาวิชา ในภาคปกติ และหลักสูตรเทียบโอน ปี และ เทียบโอนพิเศษเรียนเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ สำหรับนักศึกษาที่สำเร็จ ปวส.

“นักศึกษาที่เรียนจบจากหลักสูตรนี้สามารถขอใบรับรองความรู้ความชำนาญจากสภาวิศวกรในสาขาวิศวกรรมยานยนต์ พร้อมกับโอกาสการศึกษาดูงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน EV ของจีน พร้อมกันนี้ขอฝากถึงน้อง ม.หรือ ปวชปวส. ที่สนใจวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และกำลังตัดสินใจเลือกเรียน สาขานี้จะเป็นโอกาสที่น้อง ๆ จะได้พัฒนาทักษะในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ถ้าใครมีความชอบด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย วิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเรียนที่น่าสนใจ” อาจารย์โสภณกล่าว

เส้นทางสู่โอกาสการสร้างนวัตกรรมใหม่ และเตรียมความพร้อมสู่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กับ หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ DPU รายละเอียดเพิ่มเติมที่  https://cite.dpu.ac.th/courseAE.html


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CITE DPU เปิดหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เตรียมผลิตบัณฑิตรองรับการเติบโตในอุตสาหกรรม EV

วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดสอนหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ในปีการศึกษา 2568 รองรับความต้องการบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีความต้องการอย่างมากจากการเปิดสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมาก หลักสูตรเน้นให้นักศึกษา มีความรู้ ความเข้าใจ ลงมือปฏิบัติ และมีศักยภาพในการทำงานที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างเข้มข้น อาทิ ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า  การจัดเก็บและจ่ายพลังงานแบตเตอรี่ การบำรุงรักษาแบตเตอรี่ การออกแบบและสร้างยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษและจีน เป็นต้น

ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่มีความนิยมรถยนต์ HEV (Hybrid Electric Vehicle) และ รถยนต์ BEV (Battery Electric Vehicle) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายค่าพลังงานและมีเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จากสถิติยอดขายรถยนต์เดือนกรกฎาคม 67 ที่ผ่านมาพบว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, xEV) ทั้งหมด 17,243 คัน คิดเป็นสัดส่วน 37.2% ของรถยนต์ทั้งหมด โดยเติบโตขึ้น 41.4% ซึ่งแบ่งเป็นยอดขายรถยนต์ HEV 9,203 คัน ยอดขายรถยนต์ BEV อยู่ที่ 7,265 คัน และที่เหลือเป็น PHEV สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

“โดยพื้นฐานแล้วรถยนต์ HEV จะมีระบบการทำงานที่ซับซ้อนกว่าทั้งรถยนต์ BEV และ ICE (Internal Combustion Engine) เพราะต้องมีทั้งเครื่องยนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่อยู่ในรถคันเดียวกัน ทั้งนี้การที่รถยนต์ HEV ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลานี้ เนื่องจากผู้บริโภคยังคงกังวลทั้งเรื่องสถานีชาร์จรถไฟฟ้ายังไม่ครอบคลุม รวมถึงความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และราคายังผันผวน ทำให้ปัจจุบันผู้บริโภคจึงนิยมใช้รถยนต์ HEV มากว่ารถยนต์ BEV และคาดว่ารถ HEV จะได้รับความนิยมต่อไปอีกประมาณ ถึง ปี แล้วรถ BEV จะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายต่อไป” ผศ.ดร.ชัยพร กล่าว

ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ได้ขยายการลงทุนโดยการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยหลายราย ส่งผลให้มีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเฉพาะทางในสาขานี้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าว วิทยาลัย CITE DPU จึงเปิดหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ในระดับปริญญาตรี หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า การจัดเก็บและจ่ายพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ  ความรู้ด้านแบตเตอรี่ พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าแบบต่าง ๆ ทั้ง BEV HEV และ PHEV โดยนักศึกษาจะได้ทดลองปฏิบัติจริง เช่น การสร้างรถยนต์ไฟฟ้า การทดสอบแบตเตอรี่ การควบคุมการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าต่าง ๆ ระบบความปลอดภัย การส่งกำลัง ระบบกันสะเทือน รวมทั้งเทคโนโลยี AI สำหรับระบบควบคุมการขับเคลื่อน เป็นต้น

ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากนี้ หลักสูตรยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเลือกเรียนภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารทางภาษา ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานในบริษัทต่างชาติในอนาคต ทั้งนี้ หลักสูตรเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2568 เป็นปีแรก โดยมีความพร้อมทั้งด้านห้องปฏิบัติการ และความร่วมมือกับบริษัททั้งในไทยและต่างประเทศ อาทิ ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตเครื่องมือด้านยานยนต์ และหน่วยงานที่ดูแลด้านมาตรฐานรถยนต์ เพื่อเป็นการวางรากฐานสำหรับโครงการสหกิจศึกษาในประเทศที่เป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์สมัยใหม่ในอนาคต โดยเปิดรับผู้สำเร็จการศึกษาจากทุกสาขาทั้ง ม.ปลาย ปวช. และ ปวส. โดยผู้ที่จบการศึกษาสาขาช่างยนต์ ช่างกล ช่างอิเล็กทรอนิกส์ สามารถเทียบโอนหน่วยกิตและประสบกาณณ์ทำงานเพื่อให้สามารถเรียนจบหลักสูตรได้ภายใน ปีเท่านั้น รวมทั้งยังมีหลักสูตรที่เรียนทั้งวันจันทร์-ศุกร์ และ วันเสาร์-วันอาทิตย์ ที่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังทำงาน

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเรียน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://cite.dpu.ac.th/ โทร .029547300 ต่อ 594, 498


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล” หลักสูตรแรก!! ปวส. เรียนต่อปริญญาตรี จบได้ภายใน 1 ปี

CIBA DPU จับมือกับภาคธุรกิจ ปรับหลักสูตร นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล เรียนจบได้ภายใน 1 ปี เปิดโอกาสนักเรียนระดับ ปวส. ทุกคณะเทียบโอน ฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการวัดผลเป็นเกรดเฉลี่ย เน้นยืดหยุ่น เรียนจบเร็วพร้อมทำงานทันที

ดร.รชฏ ขำบุญ คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่มีรูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่ง CIBA DPU ได้มีการปรับปรุง พัฒนาการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์และเอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ เพิ่มเติมทักษะ และสามารถทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย

สำหรับ หลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล เป็นหลักสูตรที่ได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการ ผ่านการ MOU ร่วมกัน โดยนักศึกษาจะทำงานไปด้วยระหว่างการเรียน ซึ่งสถานประกอบการจะมอบหมายภาระงานที่สอดคล้องกับรายวิชาที่นักศึกษาลงทะเบียน จากนั้นอาจารย์และพี่เลี้ยงจะร่วมกันสอนงานทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เมื่อนักศึกษาปฏิบัติงานตามระยะเวลาที่กำหนด จะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานจากสถานประกอบการและอาจารย์ร่วมกัน ในรูปแบบเกรดและหน่วยกิตเช่นเดียวกับการเรียนที่มหาวิทยาลัย

ข้อดีของการเรียนในรูปแบบนี้คือ นักศึกษาสามารถทำงานไปด้วยและเรียนเพื่อได้ดีกรีไปพร้อมกัน นอกจากนั้นทางหลักสูตรได้อำนวยความสะดวกด้วยระบบการเรียนแบบออนไลน์ให้กับนักศึกษาอีกด้วย ซึ่งนักศึกษาสามารถเรียนผ่านระบบออนไซต์และออนไลน์ ที่มีความยืดหยุ่นเรื่องวันเรียนที่ไม่ชนกับวันทำงานได้ อีกทั้ง อาจารย์ยังจะไปเยี่ยมติดตามและให้ความรู้กับนักศึกษาถึงสถานประกอบการด้วย ดังนั้น หลักสูตรนี้จะเน้นการฝึกการทำงานอย่างเข้มข้น พร้อมกับได้วุฒิตามที่นักศึกษาต้องการ ปกติหลักสูตรนี้รับนักศึกษา จบ ปวส. มาเรียนต่อ ปริญญาตรี โดยใช้เวลาเรียน 2 ปี แต่ด้วยการเรียนในรูปแบบนี้ นักศึกษาจะสามารถเรียนจบได้ภายใน 1 ปี โดยยังคงคุณภาพการศึกษาไว้เช่นเดิม

“ก่อนหน้านี้ หลักสูตรดังกล่าวเป็นการเรียนระดับปริญญาตรีใช้เวลาเรียน 2 ปี จากระดับ ปวส. และทางหลักสูตรได้จัดการเรียนการสอนจนสามารถเรียนจบเร็วขึ้นภายในปีครึ่ง แต่ปีนี้จะเป็นปีแรกที่หลักสูตรจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เน้นการบูรณาการการเรียนและการทำงาน ผ่านการ MOU ร่วมกับสถานประกอบการ จนสามารถนำผลการปฏิบัติการมาเป็นเกรด ทั้งนี้ นักเรียนนักศึกษาในระดับปวส. จะคุ้นเคยกับทำงานในระบบทวิภาคีอยู่แล้ว หรือปฏิบัติงานในสถานประกอบการประมาณ 8 ชั่วโมง เหมือนกับพนักงานจริง ๆ ดังนั้น ทางหลักสูตรจึงได้ใช้แนวทางดังกล่าว ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการ เพื่อทำให้ชั่วโมงการทำงานสามารถเทียบและประเมินได้เป็นหน่วยกิตการศึกษา เอื้อต่อการเรียนรู้ การเพิ่มทักษะ ให้แก่นักเรียนได้ อีกทั้งการเรียนดังกล่าวจะมีการเรียนออนไลน์มาสนับสนุนการเรียนรู้ นักศึกษาสามารถจัดสรรเวลาที่เหมาะสมกับตัวเอง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย และจบได้เร็วขึ้น” ดร.รชฏ กล่าว

ทั้งนี้ “หลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล” เป็นการเรียนเพื่อให้นักศึกษามีความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจ นวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และดิจิทัล การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน โดยหลักสูตรนี้ได้ถูกแบ่งรายวิชาออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1. กลุ่มรายวิชาที่เกี่ยวกับนวัตกรรม เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมให้ผลิตภัณฑ์ บริการ และเพื่อสร้างมูลค่าให้กับองค์กร 2. กลุ่มรายวิชาเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานทางด้านธุรกิจ และความเป็นผู้ประกอบการ เช่น การตลาด การบัญชี การเงิน และโลจิสติกส์ 3. กลุ่มรายวิชาที่เกี่ยวกับด้านดิจิทัล เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลที่ใช้ในการพัฒนาธุรกิจ ได้แก่ การพัฒนาแอพพลิเคชั่น การพัฒนาระบบฐานข้อมูลลูกค้า เป็นต้น นอกเหนือจากนั้น ทางหลักสูตรยังได้นำเครื่องมือและแนวการสอนสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้เช่น การใช้ Chat GPT, การเล่นเกมจำลองธุรกิจ และการใช้ระบบหลังบ้าน ERP (Enterprise Resource Planning) เพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจภาพรวมของธุรกิจได้มากขึ้น เป็นต้น

คณบดี CIBA DPU กล่าวต่อว่า หัวใจหลักของหลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัลนี้ คือ การบูรณาการหลักสูตรกับสถานประกอบการมากขึ้น ทำให้หลักสูตรต่างๆ ตอบโจทย์ทั้งผู้เรียน และความต้องการของสถานประกอบการ อีกทั้งรูปแบบการเรียน นักศึกษาสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนแบบ ออนไซต์ หรือ ออนไลน์ (e-learning) และเรียนแบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) หรือ การสะสมหน่วยการเรียนรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำประสบการณ์การทำงานจากสถานประกอบการชั้นนำที่ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ผ่านชุดรายวิชา (Module) โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีโอกาสเชื่อมโยงการเรียนรู้กับประสบการณ์การทำงานสามารถพัฒนาตนเองให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

สำหรับการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ เช่น นักศึกษาทำงานอยู่แผนกจัดซื้อ อาจารย์จะทำการสอนออนไลน์หรือออนไซต์ในด้านทฤษฎีของการจัดซื้อ โดยอาจใช้เวลาในช่วงเย็นเรียนออนไลน์ หรือ วันหยุดมาเรียนที่มหาวิทยาลัย จากนั้น เมื่อปฏิบัติงาน หัวหน้าหรือผู้ดูแลนักศึกษาฝึกงานจะสอนงานเพิ่มในเชิงการปฏิบัติงาน ในการประเมินองค์ความรู้ ทั้งอาจารย์และผู้ประกอบการจะร่วมประเมินจากความรู้และการปฏิบัติงาน และให้เกรดตามระดับผลงานที่เกิดขึ้นจริงในชุดรายวิชาของการจัดซื้อ เป็นต้น ส่วนรายวิชาอื่นนักศึกษาต้องเรียนออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อเก็บหน่วยกิตได้ตลอดเวลาตามที่นักศึกษาสะดวกตามกรอบเวลา

อย่างไรก็ตาม หลักสูตร “นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล” เป็นความร่วมมือระหว่าง CIBA DPU กับสถานประกอบการ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งด้านธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรม อันนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมและประเทศ รวมถึงเป็นการผลิตบุคลากร แรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ ลดการขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มทักษะด้านนวัตกรรมดิจิทัลให้แก่ทรัพยากรบุคคลของประเทศ ผู้สนใจหลักสูตรดังกล่าว สามารถสมัครเรียน ในระดับปริญญาตรี เทียบโอน ปวส. ภาคพิเศษ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ https://ciba.dpu.ac.th/ หรือ โทร. 02-954-7300


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิทยาลัยนานาชาติ DPU เดินหน้าเปิดสอนหลักสูตรวิชาภาษาตะวันออก หลังจีน-เกาหลี-ญี่ปุ่น แห่ลงทุนไทย คาดอนาคตไทยจะเป็น HUB ที่ชัดเจนมากขึ้น

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)  เปิดเผยว่า  เมื่อเร็วๆนี้  รัฐบาลได้แถลงถึงความคืบหน้าการลงทุนในประเทศไทย ช่วง 7 เดือน ปี 2566 (ม.ค.-ก.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจ จำนวน 377 ราย เม็ดเงินลงทุนกว่า 58,950 ล้านบาท โดยประเทศที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ญี่ปุ่น 2. สหรัฐอเมริกา 3. สิงคโปร์  4. จีน  และ 5. เยอรมนี ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC มูลค่าการลงทุน 12,348 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุน 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ยังไฟเขียวเดินหน้าโครงการ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย -อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่เชื่อมต่อเส้นทางเดินเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงเป็นศูนย์กลางจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าของสายการเดินเรือทั่วโลก โดยเส้นทางเดินเรือใหม่จะช่วยย่นระยะเวลาเดินทาง ลดเวลาการขนส่งสินค้า ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง สำหรับมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ในอีก 7 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2573) หากโครงการฯนี้เปิดให้บริการ ประเทศไทยจะกลายเป็น Hub หรือจุดศูนย์กลางในด้านต่างๆ ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะด้าน  Education Hub, Tourism Hub  , Medical Hub, Logistic Hub รวมถึง Hub ด้านอื่น ๆ อีกด้วย

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวว่า จากข้อมูลข้างต้นหลังจากที่ไทยเป็น Hub ของการขนส่งสินค้า หรือ Hub ในด้านต่าง ๆ ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันออกจะเข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน และคาดว่าหลายองค์กรต้องการบุคลากรที่มีความสามารถในการสื่อสารได้หลากหลายภาษา ดังนั้นเพื่อเป็นการติดอาวุธด้านภาษาให้นักศึกษา รวมถึงเป็นการเตรียมผลิตบุคลากรให้ตรงความต้องการของสถานประกอบการ วิทยาลัยนานาชาติ DPU จึงได้เปิดสอนในหลักสูตรวิชาภาษาตะวันออก ประกอบด้วย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแกร่งใน ทักษะด้านภาษาที่  เนื่องจากภาษาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานและช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผู้มีความสามารถด้านนี้ อีกทั้งยังเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดแรงงานด้วย 

ต้องยอมรับว่า Soft Power ของจีน เกาหลี และ ญี่ปุ่น ยังมีความนิยมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นการเจริญเติบโตของภาษาทางตะวันออกมีความเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ดังนั้น ทางวิทยาลัยฯ จึงเปิดหลักสูตรภาษาตะวันออกขึ้นมา เพราะมองว่าในอนาคตทุกสถานประกอบการมีความต้องการคนที่มี Skill ด้านนี้สูงมาก สุดท้ายนี้การพัฒนาบุคลากรในด้านภาษาจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะหากใครที่มี Skill ดังกล่าวจะมีโอกาสในการทำงานมากกว่าคนอื่น หรืออาจเรียกได้ว่าเรียนภาษาเพื่อให้มีภาษีหรือมูลค่าในตัวเองมากกว่าคนอื่น” คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ DPU กล่าวในตอนท้าย

วิทยาลัยนานาชาติ DPU เปิดสอนหลักสูตรพิเศษ 2 โครงการเป็นครั้งแรก ได้แก่ 1.) หลักสูตรวิชาภาษาตะวันออก ประกอบด้วย เกาหลี ญี่ปุ่น (หลักสูตรปริญญาตรี) และควบคู่กับการเปิดหลักสูตรระยะสั้น 15 ชั่วโมงและ 30 ชั่วโมง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้บุคคลทั่วไป หรือผู้ที่ทำงานอยู่แล้วได้มีการพัฒนาทักษะทางภาษาเพิ่มขึ้น โดยจะเริ่มเปิดสอนปลายเดือนตุลาคมนี้ 2.) หลักสูตรภาษาจีน (หลักสูตรปริญญาตรี) สำหรับผู้ที่จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย (เรียนเสาร์-อาทิตย์) สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี และ ปวส.(เรียนวันอาทิตย์) เริ่มเปิดสอนเดือนมกราคม  ปี 2567 รายละเอียดเพิ่มเติมที่  https://www.dpu.ac.th/   


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU ร่วม ชสบ. จัดสัมมนา “อากาศยานไร้คนขับ (Drone) กับทิศทางการกำกับดูแลของไทย”

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADTCollege of Aviation Development and Training ) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า ในช่วงเวลานี้ อุตสาหกรรมโดรน (Drone) หรือ อากาศยานไร้คนขับ เริ่มมีความสำคัญและมีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture ) หรือ เกษตรอัจฉริยะ (Smart  Agriculture)  ด้านการทำแผนที่และการสำรวจ (Mapping & Survey) ด้านการเฝ้าระวังและตรวจสอบความปลอดภัย (Surveillance & Monitoring) ด้านการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Management) หรือการจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management)  ด้านความบันเทิง (Entertainment) เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ใช้โดรนจำเป็นต้องมีความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมายข้อบังคับ หรือ ระเบียบข้อจำกัดในการใช้ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นต้น ดังกล่าวนี้ วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน มธบ. (CADT) และชมรมสถาบันการศึกษาและบุคลากรด้านการรบินประเทศไทย (ชสบ.) เล็งเห็นความสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมโดรน จึงได้ร่วมกันจัดสัมมนา เรื่อง อากาศยานไร้คนขับ (Drone) กับทิศทางการกำกับดูแลของไทย  ในวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2566 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ Drone และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาครัฐและภาคเอกชน ในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จาก Drone และเพื่อฉลองในโอกาสครบรอบ 55 ปี ของการสถาปนามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

หัวข้อสัมมนา ประกอบด้วย 1) ความเป็นมาและการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone)”    วิทยากรโดย พลอากาศตรี บุญเลิศ อันดารา รองผู้บัญชาการ  โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช   2)  กฎหมายอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ของประเทศไทย  วิทยากร โดยนายสมชาย  พิพุธวัฒน์  ประธานชมรมสถาบันการศึกษาและบุคลากรด้านการบินประเทศไทย (อดีตอธิบดีกรมการบินพลเรือน)  และ  3)

แนวทางการกำกับดูแลการใช้งานอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ในประเทศไทย วิทยากร : นายฉัตรชัย  ปั่นตระกูล รักษาการผู้จัดการฝ่ายมาตรฐานอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน  สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

และ 4) อนาคตอากาศยานไร้คนขับ (Drone) กับเทคโนโลยีที่กำลังปฏิวัติโลก วิทยากร โดย นายจรรยวรรธน์  ชาติอนุลักษณ์ นายกสมาคมโดรนซอคเกอร์ประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ Drone มาโชว์ ภายในงานอีกด้วย

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสัมมนาเรื่องอากาศยานไร้คนขับ (Drone) กับทิศทางการกำกับดูแลของไทย ครั้งนี้ถือว่าเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New Scurve ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต    แนวทางการกำกับดูแล (Regulation Scheme) การบริหารจัดการคลื่นความถี่ รวมไปถึงแนวทางการฝึกอบรมที่มีหลายระดับสอดคล้องกับมิติการประยุกต์ใช้งานโดรน ประเภทต่าง ๆ อีกด้วย  พร้อมกับรับฟังและระดมความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมโดรนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก้าวต่อไปของการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว ทั้งในบริบทการกำกับดูแลควบคู่ไปกับการส่งเสริม พัฒนา และการประยุกต์ใช้ ตลอดจนการสร้างมาตรฐานของอุตสาหกรรม   อากาศยานไร้คนขับ รวมทั้งผู้บังคับอากาศยานไร้คนขับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอากาศยานไร้คนขับอีกด้วย

“ปัจจุบันโดรนมีบทบาทอย่างมาก ในการสัมมนา ชม.นี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้ความรู้มากมาย นอกจากเรื่องของกฎหมายแล้ว หน่วยงานที่กำกับดูแลก็จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้การใช้โดรนมีความชัดเจนมากขึ้น  การพัฒนาเทคโนโลยีของโดรนจะไปในทิศทางใดบ้างเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเทคโนโลยีโดรนจะเข้ามาปฏิวัติโลกในมุมใดได้บ้าง ดังจะเห็นได้ว่าระบบโลจิสติกส์ในต่างประเทศมีการใช้โดรนส่งของในระยะใกล้ ๆ กันแล้ว รวมทั้งการนำโดรนมาใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร จะเป็นจริงได้เมื่อไหร่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการออกบูธของผู้ประกอบการ มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาโชว์ โดยเฉพาะโรงเรียนนายเรืออากาศที่ชนะการแข่งขันโดรนจากต่างประเทศ รวมทั้ง Drone Academy จะมาสาธิตโดรนโชว์ในงานนี้ด้วย” นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าว

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าวในตอนท้ายว่า ภายหลังการจัดงานจะได้นำองค์ความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากผู้แทนหรือหน่วยงานต่าง ๆ ไปบูรณาการในการทำงานต่อไป โดยอนาคต ตั้งเป้าให้ CADT DPU เป็นศูนย์กลางทางด้านโดรน เป็น One Stop Service ภายใต้การดูแลของ สถาบันการบิน มธบ. (DPU Aviation Academy : DAA)  โดยมีการฝึกอบรมด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับโดรน เป็นต้น

สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่  https://forms.gle/N3FXP6w5BsPCWtMb8


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU เปิดศูนย์ฝึกบินด้วยเครื่องช่วยฝึกบินจําลอง “Flight Simulator BANGKOK”

CADT DPU เปิดศูนย์ฝึกบินด้วยเครื่องช่วยฝึกบินจําลอง “Flight Simulator BANGKOK” ตอบโจทย์ผลิตบุคลากรด้านการบินครบวงจร พร้อมฝึกอบรม ขยายโอกาสนักศึกษา บุคคลทั่วไปเรียนรู้การบิน  รองรับอุตสาหกรรมการบินที่กลับมาฟื้นตัวและมีอัตราการเติบโตสูง ครบรอบ 6 ปี ย้ำนโยบายชัด ก้าวสู่เป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินที่ครบวงจร แหล่งเรียนรู้การบินไม่จำกัดวัย

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เป็นประธานในพิธี “เปิดศูนย์ฝึกบินด้วยเครื่องช่วยฝึกบินจําลอง Flight Simulator BANGKOK” จัดโดย วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน(CADT)  และสถาบันการบิน มธบ. เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2565 ที่ผ่านมา ซึ่งมีนาวาอากาศตรี ดร. วัฒนา  มานนท์ คณบดี CADT และผู้อำนวยการสถาบันการบิน มธบ. พร้อมด้วยตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับการบิน ไม่ว่าจะเป็น ตัวแทนจากสายการบิน หน่วยงานการบิน โรงเรียนการบิน และมหาวิทยาลัยที่สอนด้านการบิน เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU กล่าวว่า DPU มีความตั้งใจอย่างมากในการก่อตั้งวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบินและสถาบันการบิน ซึ่งปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 ที่มีการดำเนินการจัดการเรียนการสอนและเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินครบวงจรที่สำคัญของประเทศ เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของอาเซียน  โดยการเปิดศูนย์ฝึกบินด้วยเครื่องช่วยฝึกบินจําลอง Flight Simulator BANGKOK และการเปิดวิทยาลัยเกี่ยวกับการบินนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้ความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เนื่องจากเป็นการลงทุนที่สูงมากจึงต้องมีเครือข่ายเพื่อให้สถาบันการบิน DPU มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป 

“การเปิดศูนย์ฝึกบินด้วย เครื่องช่วยฝึกบินจำลอง Flight Simulator BANGKOK ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษา DPU บุคลากรในหน่วยงานการบินต่างๆ รวมถึงบุคคลทั่วไป ได้สัมผัสประสบการณ์การขับเครื่องบินจริงจากในห้องนักบิน เรียนรู้และพัฒนาทักษะการฝึกบินกับเครื่องช่วยฝึกบินจำลองเสมือนจริง และยกระดับการศึกษา ด้านการบินให้เท่าทันกับเทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบัน รวมทั้งสามารถนาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและหน่วยงานต่อไปอีกด้วย” ดร.ดาริกา กล่าว

ทั้งนี้  มธบ. มีเจตจำนงในการดำเนินการในด้านการศึกษาเรื่องการบิน โดยจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี และมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาด้านการบินทั้งในระดับปริญญาโท-เอกอีกด้วย รวมถึงการฝึกอบรมหลักสูตรในระดับสากล และสหกิจศึกษาร่วมกับพันธมิตรด้านการบินอื่นๆ

นาวาอากาศตรี ดร. วัฒนา  มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) และผู้อำนวยการสถาบันการบิน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์วิกฤติโควิด – 19 เป็นผลให้การดำเนินชีวิตของทุกคนต่างได้รับผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรในอุตสาหกรรมการบิน และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่จะมาทำงานในอุตสาหกรรมการบินซึ่งกำลังฟื้นตัวกลับคืนมา

โอกาสนี้ วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน  มธบ.ร่วมกับบริษัท โดดาม ซิสเต็มส์ ไทยแลนด์ จำกัด จัดสร้างเครื่องช่วยฝึกบินจำลองขึ้นมาจำนวน 3 เครื่อง โดยเป็นเครื่องแบบ Boeing 737-800NG จำนวน 1 เครื่อง และ แบบ Cessna 172-G1000 จำนวน 2 เครื่อง โดยการจัดงานครั้งนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์จริงด้านการบินให้กับนักศึกษา คณาจารย์และบุคลากร ของมธบ. รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจทั่วไปทำการบินกับเครื่องฝึกบินจำลอง เพื่อสร้างประสบการณ์จริงด้านการบินและใช้วางแผนในการประกอบอาชีพด้านการบินในอนาคต

นอกจากนั้น ในวันที่ 28 ก.ย.ถือเป็นวันครบรอบก่อตั้งวิทยาลัย CADT โดยปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6  ทางวิทยาลัยจึงได้จัดกิจกรรมแข่งขัน Landing Challenge ให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา และบุคคลทั่วไปได้เข้าร่วม ซึ่งมีผู้สนใจสมัครเข้ามาจำนวนมาก ทั้งจากในกรุงเทพฯและต่างจังหวั

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันโรงเรียนการบินที่มีศูนย์ช่วยฝึกบินจำลอง จะมีจำนวนจำกัดและอาจจะมีเครื่องบินแตกต่างกัน  ฉะนั้นศูนย์ฝึกบินด้วย เครื่องช่วยฝึกบินจำลองจะทำให้นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่มาเข้าร่วมอบรม ได้เรียนรู้แบบฝึกปฏิบัติจริง สอดคล้องกับแนวทางและ รวมทั้งนโยบาย (ปี2565-2569) ของวิทยาลัย CADT   ในการก้าวสู่เป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินที่ครบวงจร เป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกอบรมการบินที่ไม่ได้จำกัดวัย ทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติจริงได้

“หลังจากเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ทำให้อุตสาหกรรมการบินกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือน ได้คาดการณ์ไว้ว่า ในไตรมาสที่ 4 ปี 2565 นี้ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น จะทำให้มีเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ยิ่งในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ได้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรการคุมโควิด-19 และหลายๆ ประเทศอย่าง ญี่ปุ่น ก็เปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ในปี 2566 อุตสาหกรรมการบินจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ต้องรอถึงปี 2567-2568 ที่มีการคาดการณ์ไว้ในช่วงแรก เมื่ออุตสาหกรรมการบินเริ่มฟื้นตัวกลับมา และไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ความต้องการของบุคลากรด้านการบิน อย่าง นักบิน พนักงานต้อนรับ พนักงานภาคพื้น พนักงานควบคุมจราจรทางอากาศ ล้วนเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น” นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าว

นาวาอากาศตรี ดร.วัฒนา กล่าวอีกว่า หน้าที่ของสถาบันการศึกษา นอกจากผลิตบุคลากรด้านการบินอย่างครบวงจร และเป็นศูนย์ฝึกอบรมแล้ว ยัง Upskill Reskill บุคลากรด้านนี้ร่วมด้วย เพราะการเตรียมพร้อม โดยการ Upskill Reskill บุคลากรด้านนี้ให้สามารถปรับตัว เรียนรู้  แก้ปัญหา และมีทักษะเท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ย่อมจำเป็น ดังนั้น วิทยาลัย CADT จึงมุ่งพัฒนานักศึกษา บุคลากรด้านการบิน และบุคคลทั่วไปที่สนใจด้านการบิน เพื่อให้เขาสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงต่างที่จะเกิดขึ้นได้ 

ทั้งนี้  ก่อนเกิดโควิด-19 บุคลากรที่ทำงานในอุตสาหกรรมการบินจะมีประมาณ 2-3 แสนคน และเมื่อเกิดโควิด-19  บุคลากรกลุ่มนี้หายไป  1ใน3 ดังนั้น หลังจากนี้ เมื่ออุตสาหกรรมการบินหลายๆ แห่งกลับมาฟื้นตัวและต้องการบุคลากรมากขึ้น วิทยาลัย CADT จึงได้จัดทำหลักสูตรเพื่อ Upskill Reskill แก่บุคลากรด้านการบิน ซึ่งที่ผ่านมามีบุคลากรด้านการบินเข้ามาทำเวิร์กชอป และอบรมจำนวนมาก รวมถึงมีการเตรียมพร้อมสำหรับบุคลากรด้านการบินรุ่นใหม่ ให้มีทักษะ Soft skill และHard skill ควบคู่กันไป

ด้านนายธนิษฐ์ มีหาดทราย  อายุ 19 ปี นักเรียนชั้นม.4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมการแข่งขัน Landing Challe กล่าวว่าได้ทราบข่าวการแข่งขัน Landing Challenge จากเพจ Flight Simulator BANGKOK ซึ่งโดยส่วนตัวเป็นคนที่สนใจเรื่องของการบินอยู่แล้ว เพราะเรามีความฝันอยากทำงานที่สูง อยากเป็นนักบิน จึงได้ศึกษาเรื่องการบินมาโดยตลอด รวมถึงได้ซื้ออุปกรณ์การบินที่ไว้สำหรับเล่นเกม มาเล่นที่บ้าน เป็นการจำลองการบินเสมือน

“การได้มาสัมผัสเครื่องบินจำลอง Simulator เครื่องบินจริง ๆ นี่ถือเป็นครั้งแรกของผม ซึ่งเป็นรูปแบบจำลองเหมือนของจริงมาก ทั้งการบังคับ การมอง การตัดสินใจ และการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงบรรยากาศ ทำให้เรารู้เลยว่า การตัดสินใจ การเพ่งสมาธิ โฟกัสเฉพาะจุดสำคัญอย่างมาก ถ้าในชีวิตจริงเราตัดสินใจผิดพลาด ไม่มีสมาธิ ไม่รอบคอบ ไม่คิดวิเคราะห์ให้แม่นยำ อาจจะเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลต่อชีวิตเราได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเป็นอาชีพนักบินเท่านั้น การใช้ชีวิตก็เช่นกัน ดังนั้น การมาร่วมกิจกรรมของวิทยาลัย CADT มธบ.ดีมาก หากมีกิจกรรมอื่นๆ จะเข้าร่วมต่อเนื่อง” นายธนิษฐ์ กล่าว

นายธนิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนแรกที่พ่อแม่ทราบว่าตนอยากเป็นนักบิน เขาก็คัดค้านและมองว่าอาชีพนี้ไม่มั่นคงเพราะต่อให้มีเงินเดือนสูง แต่กว่าจะเรียนจบต้องใช้เงินเกือบ 3 ล้าน และต้องสอบเข้าทำงานอีก หากสอบไม่ผ่านก็ไม่สามารถเป็นนักบินได้เท่ากับเงินที่ลงทุนไปกับการเรียนอาจสูญเปล่า ดังนั้น พ่อแม่จึงไม่ได้เห็นด้วย แต่ผมไม่ย่อท้อ พยายามทำความเข้าใจกับเขาว่าเราไม่ได้จะเป็นนักบิน จะเรียนสายอื่นก่อน และอาจจะหางานทำและค่อยมาเรียนหรือสอบนักบินและอยากให้เขาเปิดโอกาสให้ตนได้ลอง  เพราะการลงทุนไม่ว่าจะอาชีพไหนย่อมมีความเสี่ยงหมด ไม่มีอาชีพไหนสบาย ขอให้พ่อแม่ช่วยสนับสนุนเขา เมื่อมีโอกาสเขาอยากคว้าเอาไว้ อยากเรียนเพราะอยากเป็นนักบิน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศขับเคลื่อน “Metaverse-NFT” ลุยสร้าง Ecosystem เตรียมความพร้อมนักศึกษาสู่ Web 3.0

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประกาศเดินหน้าสู่ Web3 Technology เร่งสร้าง Ecosystem ต่อยอดการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด ยกระดับหลักสูตร ดัน NFT และ Learn to Earn พร้อมจับมือพันธมิตรสร้างโอกาสในโลกของ Metaverse ในอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีเดินหน้าเข้าสู่ Web3 และโลกเสมือนจริงอย่าง Metaverse ที่เข้ามาปฏิวัติในทุกวงการ รวมถึงแวดวงการศึกษา จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาสำหรับก้าวสำคัญลำดับต่อไปของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ต่อจากนี้

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ยุค Web3 ว่า เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยนเร็วมาก และมีผลต่อทุกอุตสาหกรรมรวมถึงสถาบันการศึกษา ซึ่งแต่ละสถาบันมีการขับเคลื่อนและมีกลยุทธ์ในเรื่องนี้แตกต่างกัน สำหรับแนวทางการพัฒนาของ DPU กับการก้าวเข้าสู่ Web3 มีการเตรียมความพร้อมไว้ในหลายเรื่องด้วยกัน

สิ่งที่ DPU กำลังทำพร้อม ๆ กันในขณะนี้ คือ การปรับหลักสูตรใหม่ และ การผลักดันให้เกิด Ecosystem ของการนำเทคโนโลยี Web3 เข้ามาใช้ในมหาวิทยาลัย ซึ่งได้เริ่มทำไปแล้วกับการมอบปริญญาบัตรในรูปแบบของ NFT โดย DPU เป็นมหาวิทยาลัยแรกของไทยที่ลองทำปริญญาบัตรในรูปแบบของ NFT และจากนี้น่าจะได้เห็น NFT อีกหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย และขณะเดียวกันได้ทำความร่วมมือกับพันธมิตรหน่วยงานภายนอกในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักศึกษา”

“หลักสูตร” เป็นเรื่องแรกที่ DPU เดินหน้าพัฒนาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยได้นำเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ BlockchainCryptocurrency, NFT และ สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งใน DPU Core หรือวิชาศึกษาทั่วไปที่ให้นักศึกษาปริญญาตรีทุกคณะต้องเรียน โดยเน้นความเข้าใจและการใช้งานจริง ไม่ใช่แค่สอนคอนเซ็ปต์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่สิ่งที่ DPU สอน คือ การลงมือทำจริงผ่านโปรเจกต์งาน รวมถึงการให้เรียนรู้เครื่องมือ และต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ และชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างงานและสร้างเงินได้ในอนาคต”

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยกำลังปั้นหลักสูตรระยะสั้นอื่น สำหรับนักศึกษาทุกคณะ ทุกชั้นปี รวมถึงนักศึกษาปริญญาโทและเอก เกี่ยวกับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ทุกคนต้องเตรียมตัวและพัฒนาทักษะให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่ Web3 เทคโนโลยี เช่น การสร้างตัวตนในโลกของ Metaverse, Metaverse Developer, Data Analytic, Lands in Metaverse, Wearable in Decentraland, NFT Minting เป็นต้น

“สำหรับคอนเซ็ปต์ Learn to Earn มหาวิทยาลัยกำลังทำโครงการนำร่องเรื่องนี้ ซึ่งจะประกอบไปด้วย เนื้อหาที่เรียน สภาพแวดล้อมและเครื่องมือที่นำมาใช้ เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนที่ได้ความรู้แต่ก็สนุกไปด้วยได้ เช่น การสร้าง Avatar ใน Metaverse จะทำอย่างไรให้เรียนสนุก และที่สำคัญคือการนำสิ่งที่เรียนนี้ไปสร้างรายได้ ซึ่งนับเป็นรูปแบบการเรียนแบบใหม่ที่ DPU กำลังศึกษาและทดลองไปกับเทคโนโลยี โดยมองที่ประโยชน์จะเกิดกับนักศึกษาได้มากที่สุด”

การเดินหน้าของ DPU เพื่อก้าวเข้าสู่ Web3 อย่างเต็มรูปแบบจะมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้เริ่มทำไปแล้วกัการมอบปริญญาบัตรในรูปแบบของ NFT (Non-Fungible Token) พร้อมกันนี้ก็ได้จับมือ กับบริษัท D.OASIS ในการสร้าง Ecosystem สู่ Web3 และการลองทำกิจกรรมต่าง ๆ บน Metaverse

“วันนี้เรากำลังอยู่ในโลก Web2 แต่เมื่อก้าวสู่ Web3 เราจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้อีกมาก ไม่ใช่แค่การเป็น Social Space บนอินเทอร์เน็ต แต่ยังสามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์บนโลกอินเทอร์เน็ตได้ด้วย เป็นการเปิดโลกอีกใบหนึ่งที่เป็นทั้งพื้นที่การเรียนรู้ และทำธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปทักษะใหม่ ๆ ที่นักศึกษาจำเป็นต้องมีไว้” ดร.ดาริกา กล่าวในตอนท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

DPU มหาวิทยาลัยแรกของไทยมอบปริญญาบัตร NFT เดินหน้า Web3 ก้าวแรก พร้อมพานักศึกษาสู่โลกเมต้าเวิร์ส

ครั้งแรกในไทยกับการมอบ “ปริญญาบัตร NFT” จาก DPU มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อีกก้าวใหม่ของโลกการศึกษาและเทคโนโลยีที่จับมือเดินไปข้างหน้าสู่โลก Web3 และ Metaverse ในอนาคต

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ทุกองค์กรต้องเร่งสปีดตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยท่ามกลางความท้าทายในโลกการเรียนรู้และเทคโนโลยี

“จากบทบาทของสถาบันการศึกษาต้องปรับตัวตามเทรนด์ของโลกให้ทันซึ่ง DPU เดินหน้าทำงานอย่างมุ่งมั่นในกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก Web2 ไป Web3 ที่การทำงานจะขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง AI หรือ Artificial Intelligence รวมถึง Blockchain  ซึ่งทาง DPU กำลังเดินหน้าเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ให้กับนักศึกษาและมหาวิทยาลัยผ่านหลักสูตร ทักษะที่จำเป็น ตลอดจนความพร้อมของ Ecosystem ที่จะรองรับการเรียนการสอนในอนาคต”

ในส่วนของการมอบปริญญาบัตรในรูปแบบของ NFT (NonFungible Tokenนับเป็นก้าวแรกของ DPU ในการเดินหน้าไปสู่โลกของ Metaverse อย่างแท้จริง โดยเปิดให้นักศึกษาที่มีวอลเล็ตดาวน์โหลดและยื่นเอกสารได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่มีนาคม 2565 และผู้ที่จบการศึกษาไปแล้วก็สามารถมาลงทะเบียนรับปริญญาในรูปแบบของ NFT ได้เช่นกัน โดยมีการร่วมมือด้านระบบการออกปริญญาบัตรแบบ NFT กับ SmartContract Blockchain Studio และ บริษัท ไอเพ็น สตูดิโอ จำกัด

ดร.ดาริกา กล่าวว่า  ความน่าสนใจของ “ปริญญา NFT อยู่ที่การเป็น Original มีความเป็นยูนีค และ ลอกเลียนแบบไม่ได้ รวมถึงสามารถเก็บไว้ได้ตลอดไป ไม่มีวันสูญหาย หรือโดนทำลาย นอกจากนี้ ปริญญา NFT ยังเป็นอีกก้าวที่สำคัญของนักศึกษาในการเปิดโอกาสให้กับตัวเองในการไปสร้างตัวตนบนโลกใบใหม่  ทั้งโอกาสในการงาน กิจกรรมการเรียนรู้ และอื่น ๆ อีกมากที่จะเกิดขึ้นโลกของ Metaverse นับจากนี้

“สำหรับในปีแรกนี้ ถือเป็นการนำร่องโดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาสมัครใจที่จะเข้าร่วมขอรับปริญญา NFT หรือไม่รับก็ได้ ในขณะเดียวกันได้มีการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และชี้ให้เห็นถึงโอกาสใหม่ ๆ ว่านอกจากใบปริญญาบัตรในห้องพิธีแล้ว บัณฑิตคนไหนอยากได้ปริญญาบัตรแบบ NFT เตรียมพร้อมก้าวสู่โลก Metaverse และ Web3 ในอนาคต สามารถสมัครได้ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ซึ่งก้าวต่อไปของ DPU ไม่ใช่แค่ปริญญา NFT แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้”

โดยแนวทางการพัฒนาของ DPU กับการก้าวเข้าสู่ Web3 มีการเตรียมความพร้อม และก้าวไปทีละขั้น ตั้งแต่การเรียนการสอนภายในมหาวิทยาลัยที่ก่อนหน้านี้มีการปรับหลักสูตรที่เรียกว่า DPU Core ประกอบด้วย  ทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในโลกอนาคต ได้แก่  ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานเป็นทีม และ ทักษะความรอบรู้เรื่องเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้และนำไปสู่การปฏิบัติจริง พร้อมกันนี้ก็ได้ปรับการเรียนแบบโมดูล (Module) มีการจัดกลุ่มวิชาที่รวมเอาองค์ความรู้จากหลายคณะมาร่วมกันสอนแบบบูรณาการ ซึ่งความรู้ที่นักศึกษาได้เรียนรู้ไปในแต่ละโมดูลถูกจัดเก็บในรูปแบบของ NFT และในปีนี้มหาวิทยาลัยจะมีการเตรียมความพร้อมที่จะปรับรูปแบบการเรียนการสอนหรือกิจกรรมบางส่วน ขึ้นไปอยู่บน Metaverse Platform เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสสัมผัสเทคโนโลยีใหม่ซึ่งกำลังจะเข้ามาเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างบนโลกใบนี้

นอกจากนี้ DPU ได้จับมือร่วมกับหลากหลายพันธมิตรจากหลายธุรกิจ ในการสร้าง D.OASIS Metaverse Platform เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและการต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อสร้าง Ecosystem สู่ Web3 และ Metaverse ประกอบด้วย J Ventures, Index Creative Village, Eventpass, Warrix, Prakit Holdings, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และอีกหลากหลายองค์กร

โดยทาง D.OASIS จะเน้นทำงานใน ด้านหลัก ได้แก่ D.OASIS Lab ซึ่งเน้นกิจกรรมเรื่องการสร้างคนและสร้างองค์ความรู้เรื่องเกี่ยวกับ Metaverse, D.OASIS City ซึ่งเน้นการสร้าง Metaverse Platform และ D.OASIS Studios ที่เป็นผู้พัฒนา NFT ในรูปแบบต่าง ๆ โดย DPU เป็นพาร์ทเนอร์หลักด้านการพัฒนาหลักสูตรของ D.OASIS Lab ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นสู่การเป็น meta citizen ให้กับสังคมโดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Web3 และ Metaverse ของเอเชีย ประเดิมด้วยการเผยแพร่ความรู้ในหัวข้อ What is metaverse? และ Crypto Tax Clinic ในเดือนมีนาคมนี้ และหลักสูตรระยะสั้น Metaverse Developer ที่จะเปิดสอนเดือน เม.ย. นี้

ดร.ดาริกา กล่าวในตอนท้ายว่า ในปี 2565 DPU ยังคงก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยี และการแข่งขัน โดย “ปริญญา NFT เป็นหนึ่งจากหลายโครงการสำหรับการเคลื่อนตัวไปสู่โลก Web3 และ Metaverse ในอนาคต


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CADT DPU ประกาศพร้อมเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน ทั้ง Reskill, Upskill และ Recurrent มุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ล่าสุดเปิดหลักสูตร AVSEC สร้างความตระหนักในความปลอดภัยด้านการบินพร้อมประกาศนียบัตรจาก IATA

น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ คณบดีวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPเปิดเผยว่า นอกจากการเป็นสถาบันการศึกษาที่พัฒนาความรู้ความสามารถในวิชาชีพด้านการบินให้กับนักศึกษาแล้ว วิทยาลัยฯได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆทั้งเพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มทำงานในสายอาชีพด้านการบิน การเพิ่มพูนทักษะ รวมถึงเพื่อการพัฒนาทักษะในการทำงานของตนเองในอนาคต  ปัจจุบัน CADT และ สถาบันการบิน มธบ. (DPU Aviation Academy : DAA) ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมที่ได้การรับรองจากสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (The International Air Transport Association  : IATA) ได้เปิดอบรมหลากหลายหลักสูตรการบิน เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการบินทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน ในการ Reskill, Upskill และ Recurrent โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning)

ทั้งนี้ ในส่วนของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นักศึกษาปีที่ 4 หรือ ศิษย์เก่าทุกคณะที่สำเร็จการศึกษาแล้วไม่เกิน 1ปี ที่มีความสนใจสานฝันในสายอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสามารถสมัครเข้ารับการทดสอบ  เพื่อรับประกาศนียบัตรวิชาชีพการบิน สาขาต้อนรับบนเครื่องบิน อาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน(ชั้น4) โดยได้จัดทำความร่วมมือกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ(องค์กรมหาชน) หรือ TPQI เพื่อเป็นศูนย์ทดสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่เน้นในด้านทักษะการดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสาร การบริการผู้โดยสาร รวมถึงการป้องกันและแก้ปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านการใช้อุปกรณ์จริงบนเครื่องบินจริงที่ปลดประจำการแล้ว

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบุคลากรด้านการบินที่สนใจพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการบิน สถาบันการบิน มธบ. (DAA) ได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้านการบิน ทั้งการเรียนแบบ Classroom และ Online ตามมาตรฐานสากลที่เน้นพัฒนาความรู้ทักษะและตอบโจทย์ในการปฏิบัติงานในโลกยุคปัจจุบัน พร้อมรับประกาศนียบัตรจากIATAเมื่อสอบผ่าน ซึ่งในส่วนนี้จะสามารถรองรับบริษัทในอุตสาหกรรมการบินทั้งภาครัฐและเอกชนที่ไม่สามารถเดินทางไปฝึกอบรมในต่างประเทศได้ โดยผู้เข้าอบรมจะได้ใบรับรองหรือประกาศนียบัตรที่เทียบเท่ากับการฝึกอบรมต่างประเทศในระดับสากล

ปัจจุบัน DAA มีหลากหลายหลักสูตรที่เป็นของ IATA เองและหลักสูตรที่วิทยาลัยฯ พัฒนาขึ้น เพื่อตอบรับความต้องการของหน่วยงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมการบิน โดยหน่วยงานที่เข้ารับบริการอบรมจาก DAA จะมีทั้งในส่วนของสายการบิน เช่น สายการบินนกแอร์, สายการบิน Thai Lion Air, สายการบิน MJETS, สายการบิน Air Asia หรือในส่วนของภาครัฐ เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กรมท่าอากาศยาน หรือไปรษณีย์ไทย รวมถึงในส่วนของภาคเอกชน เช่น บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท Airbus จำกัด บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Cargo และ Logistics ต่างๆ หรือแม้แต่บริษัทที่ดูแลด้านการรักษาความปลอดภัย ด้านการบินในสนามบิน  รวมไปถึง มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่เปิดหลักสูตรด้านการบิน เป็นต้น  โดยประกาศนียบัตรของเราสามารถเพิ่มคะแนน SAR (Self Assessment Report )   ของอาจารย์ได้ด้วย

น.ต.ดร.วัฒนา กล่าวด้วยว่า  CADT DPU  มีพันธมิตรในอุตสาหกรรมการบินอีกมากมาย จึงนับเป็น Instructor Pool ด้านการบิน และหลักสูตรของ DAA จะได้รับการอบรมโดยวิทยากรที่ได้รับการรับรองในระดับสากล สำหรับหลักสูตรของ IATA ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ Aviation Security Awareness (AVSEC) หลักสูตรที่สร้างความตระหนักด้านการรักษาความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านการบิน  เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญและผลกระทบของการรักษาความปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน ในปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.00-16.00 น. ณ สถาบันการบิน มธบ. โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรจาก IATA

สำหรับท่านที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันการบิน มธบ. (DAA) โทร. 061-863-7991 หรือ Line: @daa_dpu เว็บไซต์ www.daatrainin.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รัฐยก DPU เป็นต้นแบบนำร่อง Smart Campus 5G พร้อมโชว์ศักยภาพนำเทคโนโลยี 5G ขับเคลื่อนภาคการศึกษา

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เผยถึงการได้รับเลือกให้เป็นมหาวิทยาลัยนำร่อง ภายใต้โครงการ Smart Campus ด้วยเทคโนโลยี 5G  ว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย ตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ โดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จะเป็นต้นแบบนำร่องในการนำเทคโนโลยี 5G มายกระดับคุณภาพด้านการศึกษาทั้งของมหาวิทยาลัยและของประเทศไทยให้เท่าทันยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน Teach and Learn from Anywhere และ Intelligent Hybrid Classroom พร้อมระบบวิเคราะห์ Attention & Learning Engagement โดย DPU พร้อมจะเป็นต้นแบบแหล่งศึกษาเรียนรู้ทั้งแบบ On-Site และ Online ให้กับสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งสามารถนําไปทำซ้ำ ทำเสริม พัฒนา ต่อยอด รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา จากต้นแบบของ Smart Campus ในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ ควบคู่กันกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการเรียนรู้ (Process) และการพัฒนาบุคลากร (People) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ตลอดจนเสริมสร้างให้ผู้สอนมีแรงจูงใจในการปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

           นอกจากนี้ DPU ยังอาศัยกิจกรรมภายใต้โครงการฯ ดังกล่าว มาเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษามีแรงบันดาลใจในการเป็นนวัตกร (Innovator/Maker) ในอนาคต ด้วยการเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการนำเทคโนโลยี 5G มาประยุกต์ใช้กับศาสตร์ด้านต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ เพื่อพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์จริง โดยใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยฯ เป็น Living Lab ก่อนจะขยายผลไปสู่การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไปได้  และภายใต้โครงการนำร่องนี้ ยังเป็นการขยายโอกาสทางด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับผู้ประกอบการ หน่วยงานราชการและชุมชน โดยสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ในการเข้าถึงบริการทางวิชาการด้านต่างๆ ของ DPU หรือ เนื้อหาหลักสูตรด้าน Reskill & Upskill ที่ต้องการปฏิสัมพันธ์แบบ Real-Time และมีการถ่ายทอดเนื้อหาในรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

            ดร.ดาริกา กล่าวด้วยว่า DPU มีความพร้อมสำหรับการเป็นต้นแบบ Smart Campus ด้วยเทคโนโลยี 5G โดยที่ผ่านมาได้มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องในการผลิตกำลังคนให้มี Skill Set และ Mindset ที่ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกยุคดิจิทัล ทั้งยังปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นแบบมุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome-Based Education) เพื่อบ่มเพาะให้นักศึกษามีศักยภาพที่เป็นอัตลักษณ์พร้อมด้วยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเรียกว่า มี DPU DNA 6 ประการ ประกอบด้วย 1) ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างมีนวัตกรรม 2) ทักษะด้านการค้นหาและแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ 3) มีความชาญฉลาดในทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อค้นคว้าและแก้ปัญหา 4) ทักษะการสื่อสารและเจรจาอย่างมืออาชีพ 5) ทักษะการประสานงานเป็นทีม และ 6) ทักษะด้านความรอบรู้และวิเคราะห์แบบผู้ประกอบการ พร้อมนี้ DPU ยังได้ปรับปรุงรูปแบบการจัดการการเรียนรู้ให้เป็นแบบ Active Learning โดยเป็นการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ทั้ง Offline และ Online และ Experiential Learning

            “ในส่วนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้นั้น ทางด้านกายภาพได้ปรับปรุงห้องเรียนและห้องปฏิบัติการต่างๆ และสร้างสิ่งแวดล้อมให้น่าเรียน มีความเป็นธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงาน โดยธุรกิจบัณฑิตย์ได้รับการจัดอันดับจาก UI GreenMetric World University Ranking เป็นอันดับ 82 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ในส่วนของมหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทางดิจิทัล มีการจัดเตรียมทั้ง Learning Management System platform และปรับปรุง Digital Infrastructure เพื่อสนับสนุนให้การจัดการเรียนรู้แบบ Tech and Learn From Anywhere รวมทั้งระบบ Data Intelligence เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวิเคราะห์ ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้และบริหารจัดการ” ดร.ดาริกา กล่าว

            จากสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 ส่งผลให้ DPU ต้องเร่งขบวนการปรับตัวดังกล่าวข้างต้นให้รวดเร็วยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น โดยจัดให้มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถจัดการเรียนการสอนทาง Online แบบ Live และตอบโต้ได้สองทาง  และจัดให้มี Hybrid Classroom เพื่อให้สอดรับกับมาตรการ Social Distancing โดยผู้เรียนส่วนหนึ่งสามารถเรียนรู้จากที่ใดก็ได้ แต่สามารถเรียนรู้และโต้ตอบกับผู้สอนได้แบบ Real-Time เสมือนอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน ขณะเดียวกัน อาจารย์ผู้สอนยังมีส่วนร่วมและเร่งเพิ่มผลิต Online Content ควบคู่ไปกับการเพิ่มความเข้มข้นของการสร้างผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ (Learning Engagement) และทบทวนรูปแบบการประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment)

            ปัจจุบัน DPU มีนักศึกษาจำนวนกว่า 12,000 คนที่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้จากที่ใดก็ได้และในจำนวนนี้มีนักศึกษาต่างชาติจำนวนกว่า 3,000 คน ที่จะต้องเรียนผ่านออนไลน์แบบข้ามประเทศ ความท้าทายของการจัดการเรียนรู้ ทั้งแบบ Online และ Hybrid คือ การสร้างให้ผู้เรียนคงความสนใจและมีส่วนร่วมระหว่างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 5G ร่วมกับ AI Video Analytics ในห้อง Intelligent Hybrid Classroom ต้นแบบ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ Attention & Learning Engagement แบบ Real-Time ทั้งการเรียน On-Site และการเรียน Online ซึ่งจะทำให้สามารถปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที

            ดร.ดาริกา กล่าวในตอนท้ายว่า สถาบันการศึกษาต่างๆ สามารถใช้ DPU เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการศึกษาในยุคดิจิทัล ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้งใช้งานเท่านั้น หากแต่จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Technology) แบบบูรณาการ ควบคู่กันกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการศึกษา (Process) และบุคลากร (People) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง


Exit mobile version