Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HPE และ Nutanix ลงนามสัญญาเพื่อให้บริการ Hybrid Cloud as a Service ทั่วโลก

การร่วมมือเป็นพันธมิตรกันครั้งนี้ ช่วยขยายศักยภาพทางธุรกิจของ HPE GreenLake และช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกที่ดีและเป็นอิสระในการเลือกโซลูชั่นเพื่อใช้สร้างกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์ของตนเอง

กรุงเทพฯ, 11 เมษายน 2562 – ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE) และนูทานิคซ์ (NTNX) ประกาศร่วมเป็นพันธมิตรระดับโลก ในการนำโซลูชั่นการให้บริการไฮบริดคลาวด์แบบบูรณาการ (Integrated Hybrid Cloud as a Service) ออกสู่ตลาด โดยนำซอฟต์แวร์เอ็นเตอร์ไพรส์คลาวด์โอเอส (Enterprise Cloud OS) ของนูทานิคซ์ซึ่งมาพร้อมอะโครโพลิส ไฮเปอร์ไวเซอร์ (Acropolis Hypervisor: AHV) ผสานรวมเข้ากับ HPE GreenLake เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการไฮบริดคลาวด์ได้อย่างครบวงจร ซึ่งช่วยลดต้นทุนรวมได้อย่างมาก และช่วยให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเร็วขึ้น (accelerates time to value) และตามข้อตกลงนี้ พันธมิตรด้านช่องทางการจัดจำหน่ายของนูทานิคซ์จะสามารถขายเซิร์ฟเวอร์ HPE ที่มีซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ติดตั้งอยู่ได้ ดังนั้นลูกค้าจะสามารถซื้ออุปกรณ์ที่มีโซลูชั่นติดตั้งมาครบครันได้ในอุปกรณ์เดียว

นวัตกรรมและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างความกดดันอย่างต่อเนื่องให้กับการทำธุรกิจในปัจจุบัน การนำวิธีการแบบเดิมๆ มาใช้กับไฮบริดไอทีก่อให้เกิดความท้าทายมากมาย เช่น ระบบงานที่ซับซ้อนทำให้ต้องใช้เจ้าหน้าที่ด้านไอทีจำนวนมาก การใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวกับเวนเดอร์ล็อคอิน ความท้าทายเหล่านี้ทำให้องค์กรธุรกิจต่างสูญเสียความยืดหยุ่นในโลกธุรกิจปัจจุบันที่ลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องต่างต้องการทางเลือกหลากหลายและความคล่องตัวสูง

ความร่วมมือของ HPE และ NTNX ในครั้งนี้ช่วยขจัดความท้าทายเหล่านี้ได้ ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจอย่างมากซึ่งช่วยลดต้นทุนและลดความซับซ้อน HPE และ NTNX ร่วมกันนำเสนอโครงสร้างการบริหารจัดการไฮบริดคลาวด์แบบครบวงจรในลักษณะ as a Service ซึ่งใช้ได้ทั้งในศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ ณ องค์กรของลูกค้าเอง และ ณ สถานที่ที่เป็น co-location

การผสานรวมระหว่าง HPE GreenLake และซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการใช้นูทานิคซ์ และนำเทคโนโลยีไฮเปอร์ไวเซอร์ AHV ของนูทานิคซ์ไปใช้งานกับแอปพลิเคชั่น และงานที่หลากหลาย เช่น ใช้งานกับเวิร์กโหลดสำคัญต่างๆ และแอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับบิ๊กดาต้า ใช้กับเวอร์ชวลไลซ์ tier-1 เวิร์กโหลด เช่น เอสเอพี (SAP), ออราเคิล (Oracle) และไมโครซอฟต์ (Microsoft) รวมถึงการใช้งานกับแอปพลิเคชั่นแบบเวอร์ชวลบิ๊กดาต้า เช่น สปรังค์ (Splunk) และฮาดูป (Hadoop)

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้งาน HPE GreenLake aaS:

• ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ลดเงินลงทุน และลดค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับผู้ให้บริการเฉพาะทางต่างๆ – การผสานรวมเทคโนโลยีของ HPE และ NTNX ครั้งนี้ ให้ความมั่นใจว่าลูกค้าจะสามารถลดต้นทุนรวมได้มากอย่างแน่นอน จากผลการวิจัยของนูทานิคซ์ที่ได้มอบหมายให้ไอดีซีทำการสำรวจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ไฮเปอร์คอนเวิร์จของนูทานิคซ์ พบว่า ลูกค้าสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในรอบห้าปีได้ถึง 60% และจากรายงานของ HPE ที่มอบหมายให้ Forrester จัดทำการสำรวจเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการใช้ HPE GreenLake พบว่า ลูกค้าได้ประโยชน์จากการประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้ 30 เปอร์เซ็นต์ จากการที่สามารถขจัดความจำเป็นในการทำ overpovisioning ออกไป และลดค่าใช้จ่ายที่ใช้จ้างบริการระดับมืออาชีพและบริการสนับสนุนด้านเทคเนิคลงได้ 90 เปอร์เซ็นต์1

• เน้นด้านนวัตกรรม และการเร่งให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเร็วขึ้น – การที่ HPE เป็นโมเดลด้านไอทีแบบ aaS ทำให้การเปลี่ยนมาใช้ HPE นี้ช่วยเพิ่มผลิตผลมากขึ้น 40 เปอร์เซ็นจากการลดภาระงานให้กับพนักงานฝ่ายไอที และร่นระยะเวลาการทำงานโครงการด้านไอทีต่างๆ ลง 65 เปอร์เซ็นต์2

• ทางเลือกที่ดีและไม่ซับซ้อน – ลูกค้าสามารถใช้ไฮเปอร์ไวเซอร์ที่ฝังตัวมาเบ็ดเสร็จโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ผ่านบริการ aaS และสามารถใช้ประโยชน์จาก single-click ของนูทานิคซ์ ที่ช่วยให้ใช้งานและปรับขนาดการใช้งานเวอร์ชวลไลซ์เวิร์กโหลดได้อย่างง่ายดายเพียงคลิกเดียว เมื่อเทียบกับโครงสร้างแบบเก่าแล้ว เทคโนโลยีของนูทานิคซ์ช่วยลดชั่วโมงการทำงานของพนักงานไอทีลง 61% ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการใช้งาน การบริหารจัดการ และการให้การสนับสนุนด้านเทคนิคต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมให้ HPE GreenLake ให้บริการได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น3

นายอันโตนิโอ เนรี ประธานและซีอีโอของ HPE กล่าวว่า “HPE ได้สร้างระบบที่ติดตั้งอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ (on-premises) ที่ทันสมัยให้กับตลาดที่ลูกค้าสามารถใช้บริการในรูปแบบ as a service ได้ตามปริมาณหรือจำนวนที่ต้องการใช้ด้วย HPE GreenLake ปัจจุบันมีลูกค้าทั่วโลกหลายร้อยรายใช้ HPE GreenLake และได้รับประสิทธิภาพและประโยชน์จากการใช้งานคลาวด์ไปพร้อมๆ กับความปลอดภัย สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบที่จำเป็น และได้ใช้แอปพลิเคชั่นอย่างเต็มประสิทธิภาพ บนสภาพแวดล้อมของระบบที่ติดตั้งอยู่ภายในสำนักงาน ในขณะเดียวกันลูกค้าสามารถจ่ายเงินในการใช้บริการเท่ากับที่ใช้จริงเท่านั้น ขณะนี้เรากำลังขยายไปยังตลาดนี้ด้วยการมอบทางเลือกมากขึ้นให้แก่ลูกค้าที่กำลังมองหาการใช้ไฮบริดคลาวด์ที่รับประกันว่าจะมีความคล่องตัวมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง”

นายดีราช ปานเดย์ ผู้ก่อตั้ง ซีอีโอ และประธานของนูทานิคซ์ กล่าวว่า “ลูกค้าของเราบอกเราว่าแอปพลิเคชั่นที่พวกเขาใช้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด การเป็นพันธมิตรของ NTNX กับ HPE จะเป็นการมอบทางเลือกที่ดีให้กับลูกค้าของนูทานิคซ์เพื่อช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีอีกต่อไป และหันไปทำงานเกี่ยวกับแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่สำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ นูทานิคซ์ยินดีที่ได้เป็นพันธมิตรกับ HPE เพื่อนำประโยชน์มาสู่องค์กรธุรกิจต่างๆ ที่กำลังมองหาโซลูชั่นไฮบริดคลาวด์ที่ใช่สำหรับธุรกิจของตน”

HPE GreenLake เป็นโซลูชั่นแบบ aaS ระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรมที่ใช้กับระบบไอทีที่ติดตั้งอยู่ในองค์กร (on-premises) ที่มอบประสบการณ์การใช้งานคลาวด์ให้ก้บดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าที่ติดตั้งอยู่ในองค์กร และที่ติดตั้งอยู่ ณ co-location ด้วยคุณสมบัติที่ลูกค้าสามารถจ่ายค่าใช้งานที่ผันแปรไปตามปริมาณการใช้งานจริงไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเวิร์กโหลดหรือแหล่งข้อมูลต่างๆ สามารถปรับขนาดได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของลูกค้า และให้การสนับสนุนทางเทคนิคที่มีคุณภาพในระดับการใช้งานในองค์กร การที่แนวทางและรูปแบบการเป็นพันธมิตรของ HPE นั้นทรงประสิทธิภาพและระบบนิเวศน์ของพันธมิตรกำลังเติบโต ส่งผลให้ลูกค้าสามารถทำงานกับโครงการด้านไอทีสำคัญๆ ของตนโดยสามารถออกแบบโซลูชั่นด้านไอทีต่างๆ ได้ด้วยเทคโนโลยีที่เลือกเอง และใช้งานเทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างไม่ซับซ้อน ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ได้จากการลดการทำ overprovisioning เพิ่มการใช้งานทรัพยากรด้านไอทีให้เต็มที่และได้รับผลตอบแทนจากโครงการนั้นๆ เร็วขึ้น4

ทั้งนี้ พันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายของนูทานิคซ์จะสามารถจำหน่ายเซิร์ฟเวอร์ HPE ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ในลักษณะเป็นอุปกรณ์หนึ่งเดียวได้โดยตรง ลูกค้าของนูทานิคซ์จะสามารถใช้งานโซลูชั่นที่ผสานรวมกันนี้ได้อย่างเต็มรูปแบบ อุปกรณ์ส่งตรงจากโรงงานของ HPE จากฐานการติดตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก อุปกรณ์มีความปลอดภัยสูง, มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของเซิร์ฟเวอร์ ProLiant และ Apollo จาก HPE และ ซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS จากนูทานิคซ์ เพื่อทำให้สภาพแวดล้อมของด้าต้าเซ็นเตอร์มีความทันสมัย และเป็นการรวมศูนย์การสนับสนุนทางเทคนิคที่มีคุณภาพให้กับแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ลูกค้าเลือกใช้

ซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ที่ทำงานกับ HPE GreenLake และอุปกรณ์ครบวงจรที่ใช้ซอฟต์แวร์ของนูทานิคซ์กับเซิร์ฟเวอร์ HPE รุ่นต่างๆ คาดว่าจะวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2562

HPE และ Nutanix จะจัดแสดงโซลูชั่นที่ผสานรวมนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของทั้งสองบริษัท ณ งานประชุมลูกค้า Nutanix .Next ปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2562 ที่เมืองอนาไฮม์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ณ งาน HPE Discover ระหว่างวันที่ 17-19 มิถุนายน 2562 ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับนูทานิคซ์
นูทานิคซ์เป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์ และโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ ช่วยให้ฝ่ายไอทีไม่ต้องกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และสามารถมุ่งเน้นกับความสำคัญบนแอปพลิเคชั่น และบริการที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ บริษัททั่วโลกใช้ซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ เพื่อให้บริหารจัดการแอปพลิเคชั่นได้ในคลิกเดียวและสามารถโยกย้ายไปมาได้ทั้งพับลิคคลาวด์ ไพรเวทคลาวด์ และดิสทริบิวเต็ดเอจด์คลาวด์ ดังนั้นจึงสามารถใช้แอปพลิเคชั่นได้ทุกขนาด และทุกรูปแบบด้วยต้นทุนรวมที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้องค์กรสามารถให้บริการสภาพแวดล้อมไอทีประสิทธิภาพสูงตามความต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ดูแลการทำงานของแอปพลิเชั่นต่างๆ สัมผัสประสบการณ์เสมือนคลาวด์อย่างแท้จริง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nutanix.comหรือติดตามเราได้ที่ทวิตเตอร์ @nutanix


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มหิดลอินเตอร์ จัดงานแถลงผลการรับรองคุณภาพการศึกษา และ พร้อมชวนศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ในกิจกรรม THM – Alumni Talk

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาคารอทิตยาทร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สรายุทธ สุภาพรรณชาติ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดงานแถลงผลการรับรองคุณภาพการศึกษาและกิจกรรม THM – Alumni Talk โดยมีรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ กล่าวแถลงผลการรับรองคุณภาพการศึกษาของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (การจัดการบริการนานาชาติ หรือ International Hospitality Management) ที่ได้รับการรับรองจาก Ted-Qual โดยองค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UNWTO และมาตรฐานการศึกษาสากลตามเกณฑ์จาก AUN-QA ซึ่งเป็นหลักสูตรการจัดการบริการนานาชาติเป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรีแห่งแรกในประเทศไทย งานนี้ยังได้รับเกียรติศิษย์เก่าจากคณะ THM ที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพต่างๆ และมีชื่อเสียงระดับแถวหน้าของประเทศมาร่วมพูดคุยและแชร์ประสบการณ์

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งแข่งกันเปิดหลักสูตรนานาชาติรองรับกับความต้องการของตลาดการศึกษา และความเป็นเออีซีประชาคมอาเซียนในโลกที่เปิดอย่างไร้พรมแดน…
กระนั้น มหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดหลักสูตรนานาชาติ ที่ได้รับการกล่าวขานมาแรงในช่วง 10 ปีหลัง หนึ่งในนั้นต้องยกให้ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University International College หรือ MUIC)

ล่าสุด วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศได้รับรางวัลผ่านมาตรฐานการศึกษาระดับโลกของ TedQual เป็นหลักสูตรปริญญาตรีด้านการจัดการการบริการนานาชาติ (International Hospitality Management) จากองค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ และยังถือเป็นที่แรกของประเทศไทย หลักสูตรการจัดการการบริการนานาชาติเป็นหลักสูตรต้นๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเนื้อหาหลักๆ มีทั้งการบริการ (service quality) การตลาด (marketing) การจัดการทรัพยากรบุคคล (HRM) เรียนเป็นผู้จัดการต้องรู้จักการใช้คน ดังนั้นต้องฝึกตั้งแต่ระดับล่างจนถึงบน เพื่อให้เข้าใจสภาพการทำงานของแต่ละฝ่าย และการเรียนพื้นฐานของสายบริหารด้วย เช่น บัญชี สถิติ เศรษฐศาสตร์ และจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของสาขานี้ คือต้องเรียนภาษาที่ 3 ด้วย โดยจะมีให้เลือกเช่น ภาษาเยอรมัน จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และสเปน เป็นต้น

และที่สำคัญของการได้เรียนที่นี่คือการได้ลองฝึกงานจริงจากโรงแรม ศาลายา พาวิลเลี่ยนเทียบเท่าระดับโรงแรม 4 ดาว โดยฝึก 4 แผนกหลัก คือ
1. Front Office
2. Food and Beverages
3. Kitchen
4. Housekeeping

นอกจากโรงแรมแล้ว ยังมีการเชื่อมกับหน่วยงานระดับชาติภายนอก และต่างประเทศเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์จากของจริง เด็กจะต้องเรียนรู้ทักษะหลากหลาย ทั้งการเป็นเจ้าของผู้ประกอบการธุรกิจ การแข่งขันในปัจจุบันแบบองค์รวม ตรงนี้จึงเป็นการบูรณาการทั้งหมด

“มากกว่าเรียนการบริการ คือเรียนความเป็นคน”

หากจะให้สะท้อนนิยาม ความหมายของการเรียนการบริการที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาการจัดการการบริการนานาชาติ (International Hospitality Management) ให้เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นหัวข้อนี้ คำถามคือทำไม? ทำไมสิ่งที่ได้มากกว่าการเรียนบริการ แต่ได้เรียนความเป็นคน ทุกๆ คำตอบถูกตอบชัดเจนมาเมื่อหลายปีก่อน ที่ศิษย์เก่าค่อยๆ เรียนจบออกไป ไปใช้ชีวิต ประกอบหน้าที่การงานในหลายๆ สายอาชีพ และต่างก็ประสบความสำเร็จในทางของตัวเอง ที่สำคัญหลายๆ ท่าน ได้ออกไปสร้างประโยชน์ ให้สังคมมากมาย เพียงแค่ลองหยิบมาส่วนหนึ่งจากทั้งหมดเพื่อยกตัวอย่าง หลังจากได้สัมภาษณ์ก็พอจะทราบได้เลยว่าทุกๆ ท่าน ได้ถูกบ่มเพาะ ดึงข้อคิดต่างๆ แม้จะไม่ใช่ความรู้ที่ได้จากในห้องเรียนทั้งหมด บ้างก็ได้แง่คิดในการดำเนินชีวิตระหว่างฝึกงานจริง บ้างได้รู้จักการเรียนรู้คน การตระหนักถึงการตอบแทนและทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง ที่สำคัญทุกคนไม่เคยทิ้งความฝันของตนเอง เพราะไม่ได้หยุดตัวเอง หรือตีกรอบตัวเองจากสิ่งที่ตนเรียนจบออกไป แต่ต่างก็ออกไปเดินตามฝัน เลือกนำความรู้ไปต่อยอดในสายอาชีพที่ตัวเองรัก และถนัด และถึงแม้ทุกคนจะอยู่ในสายงานใดก็ตาม สิ่งที่ทุกคนยังคงมีเหมือนกันคือ การมองเห็นความเป็นคน ซึ่งมุมมองของแต่ละคนนั้นก็ได้ให้แง่คิดที่แตกต่างกันออกไปอย่างน่าสนใจ และน่าจับตามอง ไม่ว่าจะเรื่องในการใช้ชีวิต หรือการเดินตามแง่คิดในชีวิตของตนเองจนประสบความสำเร็จผ่านธุรกิจหลายแบรนด์ดังในประเทศไทยที่คุณเองก็อาจจะคุ้นหู คุ้นตากันมาบ้างในหลายปีหลังนี้

ดวงดาวที่ประสบความสำเร็จจาก สาขาการจัดการการบริการนานาชาติ (International Hospitality Management )

คุณวิสา เบญจพรชัย (คุณหุ้น) : Pilot / First Officer / NokScoot Airline


นักบินสาวสวยแห่งค่ายนกสกู๊ต …. กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ หลังจากจบ มหิดลอินเตอร์ หลักสูตร การจัดการการบริการนานาชาติ เธอทำตามความฝัน จนสำเร็จการได้เป็นนักบินหญิง คนที่ 4 ของสายการบินนกสกู๊ต กล่าวว่า “อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ เพราะหุ้นก็ไม่ได้คิดว่าจะมาถึงได้ขนาดนี้เหมือนกัน เพราะมันไม่มีใครที่บินได้ตั้งแต่เกิด แต่หุ้นจะคิดและถามตัวเองก่อนว่าทำไมอยากเป็น หาคำตอบให้ได้ว่าเราอยากเป็นจริงๆ นะ และทุกครั้งที่เราเจอปัญหา หรืออุปสรรคที่กว่าจะไปถึงจุดๆ นั้น เราต้องอดทนและข้ามผ่านมันไปให้ได้ แต่ที่หุ้นคิดคำเดียวคือห้ามยอมแพ้ และก็ทำให้เต็มที่ค่ะ”

คุณก้องวุฒิ ชัย วงศ์ขจร (เชฟก้อง) Chef and Owner Locus Native Food Lab


เชฟก้องวุฒิ …. ผู้รังสรรค์อาหารในนิยามความยากคือความง่าย เชฟก้องวุฒิ เลือกโฟกัสร่ำเรียนปริญญาตรี สาขาการจัดการการบริการนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้พบความชัดเจนของของตัวเองในการเป็นเชฟ ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหาร และเชฟที่ร้าน Locus Native Food Lab จ.เชียงราย เชฟก้องมีหนึ่งจุดหมายหลักในการรังสรรค์อาหารของเค้าคือ การยกระดับให้กับทรัพยากรท้องถิ่นในเชียงราย ทรัพยากรในที่นี้ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ หรือกรรมวิธี แต่รวมไปถึงภูมิปัญญาที่ส่งต่อ และเพื่อไม่ให้ภูมิปัญญาตรงนี้หายไป เชฟก้องเลือกที่เข้าไปเรียนรู้ความเรียบง่ายของชีวิตที่เชียงราย ซึ่งดันเป็นที่ที่คนที่นั่นมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนที่สุดด้วยประโยคที่ว่า “ถ้าป่าดูแลเค้า เค้ามีหน้าที่ดูแลป่า” นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เชฟก้องเลือกทางเดินด้วยหนึ่งหลักการในชีวิตง่ายๆ คือการตอบแทนแผ่นดิน. . .

คุณพัทธมน เมฆะวรากุล ( คุณโบ ) Managing Director of Instill Agency and Vice President of Cape Dara Resort Pattaya

เราต้องหาจุดที่ดีที่สุด ….. นั้นคือ คือจุดเริ่มต้นของเธอ ไม่ยากเลยที่จะทำงาน 2 อย่างได้ดีในเวลาเดียวกันและเป็นงานที่เธอรักทั้งคู่ หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยามหิดล เธอได้บินไปเรียนต่อระดับปริญญาโท ที่อังกฤษ เธอเลือก Marketing & Communication และเรียนด้าน Advertising and Design ควบคู่กัน เมื่อเรียนจบได้กลับมาดูแลธุกรกิจโรงแรมของครอบครัว เธอขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารระดับสูง ด้วยเป้าหมาย การสร้างแบรนด์โรงแรม ไทยให้คนทั่วโลก ได้รู้จักและยอมรับ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังมีบริษัท Agency ของเธอเองที่คอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ออกแบบ การประชาสัมพันธ์แบบครบวงจร

คุณสารัช กมลธรไท (แฟลช) Marketing Director, Sarach Marketing Ltd.

จากเรียนจบวิทยานานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล คือจุดเริ่มต้นของหนุ่มเพชรบูรณ์ผู้ผูกพันกับมะขามตั้งแต่เด็กจนโต สู่การแปรรูปมะขามหลากหลายชนิด เพิ่มมูลค่าสินค้าและส่งขายทั่วประเทศ และส่งออกไปสู่ต่างประเทศ สร้างรายได้กว่าร้อยล้านต่อปี โดยมีความตั้งใจที่จะยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นให้ออกสู่ตลาดโลก และยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนพื้นที่ ให้มีรายได้ เปิดช่องทางทำมาหากินกันได้แบบต่อเนื่องอีกด้วย

คุณคริสโตเฟอร์ ไรท์ เจ้าของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Chris English School นักแสดงและผู้ดำเนินรายการ English Delivery

คริสโตเฟอร์ ไรท์ ผู้ปลุกกระแสการสอนภาษาอังกฤษ หลังเรียนจบปริญญาตรีคริสโตเฟอร์ ไรท์ได้เริ่มทำงานในด้านอื่นๆ ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษอย่างเต็มตัวในเวลาไม่นาน ชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมาเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษด้วยวิธีที่สนุกสนาน มีสไตล์เป็นของตัวเองนั้นยังคงเป็นที่รู้จักกันเฉพาะในแวดวงการศึกษาเท่านั้น หาได้โดดเด่นเป็นรู้จักในวงกว้างไม่ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าต้องมีสักวันที่เป็นวันของเขา…

คุณอรพัทย์ ธนากิจปฐมพงศ์ (ออโต้ ) เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า P.MITH

คุณอรพัทย์ ธนากิจปฐมพงศ์ กับการทำให้ผู้ชายในยุคนี้ตื่นตัวในการแต่งตัว การสร้างแบรนด์เสื้อผ้าที่ฉีกสายงานตัวเองจากงานบริการ ไปเป็นงานแฟชั่น และดันไปจนถึงจุดที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ด้วย passion ความหลงใหล การเอาใจใส่ในทุกๆ รายละเอียดของงานทำให้แบรนด์ P.MITH ประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการแฟชั่นบุรุษซึ่งเป็นแบรนด์ไทยที่น่าจับตามองอีก 1 แบรนด์ นอกจากนั้น P.MITH ยังเป็นหนึ่งใน Fashion Week Project ที่ชื่อว่า Boy of Bangkok ที่รวม 3 แบรนด์สุภาพบุรุษชั้นนำขึ้นรันเวย์ออกสู่สายตาชาวโลกอีกด้วย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บีไอจี นำเทคโนโลยีจัดส่ง LNG ร่วมสนับสนุน ปตท. เนรมิตงาน “มหัศจรรย์ไม้เมืองหนาว ทิวลิปบาน ครั้งที่ 8”

นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการจัดงาน “มหัศจรรย์ไม้เมืองหนาว ทิวลิปบานที่ระยอง ครั้งที่ 8 ” จัดขึ้นโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 6-21 เมษายน 2562 ณ สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อ.เมือง จ.ระยอง บีไอจีในฐานะผู้ให้บริการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ให้บริการส่งมอบ LNG ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยจากอเมริกาเพื่อจัดส่งก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ในรูปแบบของเหลวโดยการทำก๊าซให้เย็นลงถึงระดับติดลบ 161 องศาเซลเซียส สำหรับใช้ในการดูแลพืชเมืองหนาวในงานแสดงนี้“

การบริการขนส่ง LNG ให้กับ ปตท. ในงานมหัศจรรย์ไม้เมืองหนาว ทิวลิปบาน ที่ จ.ระยอง เป็นอีกหนึ่งบริการของบีไอจีและเป็นการนำความเย็นของ LNG มาใช้ประโยชน์นอกภาคอุตสาหกรรม บีไอจีเองมีความชำนาญการบริหารจัดการและส่งมอบผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้กับลูกค้า มีการเปิดตลาดทำธุรกิจเป็นผู้ให้บริการก๊าซธรรมชาติเหลวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่ง LNG คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกเปลี่ยนสถานะจากสภาพปกติที่เป็นก๊าซ ทำให้กลายสภาพเป็นของเหลวภายใต้สภาวะเยือกแข็ง ปตท. จะนำความเย็นนี้ไปใช้ในการดูแลรักษาคุณภาพไม้เมืองหนาว ให้มีความคงทนตลอดระยะเวลาการจัดแสดงงาน”

นายปิยบุตรกล่าวว่า บีไอจีเล็งเห็นถึงความสำคัญของก๊าซ LNG นอกจากการบริการด้านการขนส่งก๊าซที่บีไอจีมีความเชี่ยวชาญแล้วนั้น บีไอจียังเป็นตัวแทนในการจัดจำหน่าย LNG ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่นอกแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ในอนาคตภาคอุตสาหกรรมจะมีความต้องการใช้ LNG มากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ นอกจากราคาของ LNG จะสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ อีกทั้ง LNG ยังเป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการเผาไหม้ที่สมบูรณ์และมีความปลอดภัยเหมาะกับการนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอสซีจี เปิดตัว ไม้ฝา เอสซีจี รุ่น “คูลพลัส” นวัตกรรมใหม่รายแรก และรายเดียวในเมืองไทย เจาะลึกความต้องการคนโซนร้อนเพื่อบ้านเย็นอยู่สบาย

คุณอัญชลี ชวนะลิขิกร Managing Director – Ceiling and Wall Business บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ – ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด (กลาง) พร้อมด้วยทีมบริหาร เปิดตัว ไม้ฝา เอสซีจี รุ่น “คูลพลัส” มิติใหม่ของไม้ฝากันความร้อน นับเป็นครั้งแรกในอาเซียน ทั้งยังเป็นรายแรกและรายเดียวในเมืองไทย ด้วยเทคโนโลยี COLOR LOC PLUS ซึ่งกันความร้อนได้ถึง 4 เท่า อุณหภูมิลดลงได้ถึง 5 องศา เพื่อตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ของคนโซนร้อน ณ ห้องประชุมฮอลล์ 2 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี
บางซื่อ เมื่อเร็วๆนี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ศักยภาพ ‘อีโคสตรัคเจอร์’ ด้านระบบสาธารณูปโภคของระบบราง ในงาน RAIL Asia 2019

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดทัพ EcoStruxure ด้านระบบสาธารณูปโภคของระบบราง ชูนวัตกรรม 3 ระดับ เพื่อให้วงการเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยมาทั้งผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อกันได้ ทั้งระบบใหม่และต่อยอดระบบเก่า รวมไปถึงซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ที่ช่วยในการควบคุมและมอนิเตอร์ระบบไฟฟ้าได้ทั้งระบบ พร้อมการนำเสนอศักยภาพอีกระดับในการวิเคราะห์และคาดการณ์แนวโน้มประสิทธิภาพของอุปกรณ์ทั้งหมดในภาพรวม ด้วยระบบการดำเนินงานส่วนกลางที่สามารถบริหารจัดการระบบต่างๆ ได้ในจุดเดียว รวมไปถึงระบบสำรองไฟยุคใหม่ ที่ง่ายในการเชื่อมต่อลดเวลาการติดตั้ง สร้างความต่อเนื่องให้ระบบพลังงานอันเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนรถไฟฟ้าระบบราง และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย

มร.มาร์ค เพลิทิเยร์ ประธาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มด้าน IoT โดยใช้นวัตกรรมการเชื่อมต่อและรับ/ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อประสิทธิภาพด้านบริหารจัดการพลังงานและความยั่งยืนสูงสุด ด้วยนวัตกรรมใน 3 ระดับ ตั้งแต่การเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ การควบคุมพร้อมมอนิเตอร์ที่อุปกรณ์ปลายทาง และซอฟต์แวร์การวิเคราะห์ ทั้งหมดสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่โดดเด่นไม่เหมือนใครคือสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเดิม และเทคโนโลยีใหม่ของค่ายใดก็ได้ ซึ่งในงาน RAIL Asia 2019 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้นำเทคโนโลยีไฮไลท์ภายใต้ EcoStruxure มาแสดงถึงศักยภาพด้านดิจิทัลมากมาย อาทิ

• Wonderware System Platform ระบบดำเนินงานแบบรวมศูนย์ ช่วยในการควบคุม มอนิเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ จากอุปกรณ์ทั้งระบบได้ในแบบเรียลไทม์ ให้ความสะดวก และป้องกันการผิดพลาดในการดำเนินงาน โดยใช้ผู้ดูแลเพียงไม่กี่คนก็ดูแลได้ทุกโครงข่ายของระบบไฟฟ้า

• Easy UPS 3S ถูกออกแบบให้ติดตั้งสะดวก รูปลักษณ์ทันสมัย ขนาดกระทัดรัดให้ความยืดหยุ่นในการใช้งาน ถอดเปลี่ยนหรือปรับเพิ่มแบตเตอรี่ได้รวดเร็ว มีให้เลือกตั้งแต่ 10 – 40 kVA ช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความเสถียรและสร้างความต่อเนื่องของระบบ

• Modicon M580 ePAC (Ethernet Programmable Automation Controller) คอนโทรลเลอร์ควบคุมระบบอัตโนมัติรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงรับ/ส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อไปยังศูนย์ควบคุมในแบบเรียลไทม์ มาพร้อมฟังก์ชั่น Hot Standby (HSBY) หรือฟังก์ชั่นระบบสำรองฉุกเฉินในกรณีคอนโทรลเลอร์ตัวหลักเกิดปัญหา ระบบสำรองสามารถทำงานแทนได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีอีเธอร์เน็ตและระบบรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ (Cyber Security) ฝังอยู่ในตัว นับเป็นคอนโทรลเลอร์ตัวแรกที่สร้างมาเพื่อรองรับการใช้งานการเชื่อมต่อ IoT

• ตู้จ่ายไฟ Prisma เป็นตู้ไฟที่มีความง่ายในการประกอบติดตั้ง ทนทานต่อแรงดันไฟฟ้าได้ดี ได้รับมาตรฐาน IEC 61439 – 1 และ 2 ซึ่งเป็นข้อกำหนดใหม่สำหรับการประกอบตู้คอนโทรลเกียร์ (controlgear) และตู้สวิตช์เกียร์แรงดันไฟฟ้าต่ำ (Low-voltage switchgear) นอกจากนี้ Prisma ยังสามารถทนกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 4,000 แอมป์

• Smart Panel ปรับเปลี่ยนตู้จ่ายไฟฟ้าให้มีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ทั้งตู้เดิมที่มีอยู่แล้ว หรือตู้ใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมความสามารถในการเปิด-ปิดแบบไร้สายผ่านสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตได้อีกด้วย

นอกจากนี้ในงาน RAIL Asia 2019 ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ของชไนเดอร์ อิเล็คทิรค ที่น่าจับตามอง ด้วยความพร้อมของเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานและออโตเมชั่น โดยนับเป็นอีกหนึ่งในผู้ผลิตในไม่กี่รายในโลกที่มี โซลูชั่นแบบ End to End ของระบบการจัดการพลังงานที่ให้ความสามารถทั้งการมอนิเตอร์ ควบคุม และให้ประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ได้ในแบบเรียลไทม์ ให้ความเสถียรและความต่อเนื่องในการใช้งานสำหรับยุค 4.0

“การยกระดับประเทศไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบไม่ได้อยู่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียว แต่เทคโนโลยีนั้นต้องมีความปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์อีกด้วย” มร.มาร์ค กล่าวทิ้งท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Ok mass service บริการให้คำปรึกษาและจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างมืออาชีพ

จัดการเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ไม่ว่างานไหนก็โอเค ไม่ว่าจะงานอีเว้นท์ งานจัดอบรมสัมมนา งานประชาสัมพันธ์วางแผนและซื้อสื่อ ผลิตสื่อตามความต้องการของลูกค้า หรือจะจัดกิจกรรมทางการตลาด เราพร้อมจัดการเรื่องยุ่งยากให้คุณด้วยทีมงานมากประสบการณ์ เพื่อให้งานของคุณโดดเด่นเหนือใคร เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ตรงใจผู้บริโภค ติดต่อได้เลยที่ บริษัท โอเค แมส จำกัด 0 2618 7781-4 , 0 816677041 ww.okmassthai.com Line ID: @okmass

 


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านปลื้มผลจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder & Materials Focus 2019” 4 วันยอดขาย 1,400 ล้านบาท

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านปลื้มผลจัดงาน“รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder & Materials Focus 2019”

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ปลื้มผลการจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder & Materials Focus 2019” 4 วันยอดขาย 1,400 ล้านบาท พร้อมระบุ 3 อันดับระดับราคาแบบบ้านที่ผู้บริโภคเลือก

นางศิริพร สิงหรัญ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builders Association: HBA) เปิดเผยว่า การจัดงาน“รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder & Materials Focus 2019”ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “ให้การสร้างบ้านเป็นเรื่องง่ายง่าย” ระหว่างวันที่ 21-24 มีนาคม 2562 ณ ห้องเพลนารี ฮอลล์ 1-2ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยรวมยอดขายของบริษัทรับสร้างบ้านที่ออกงานนั้นเป็นที่น่าพอใจ โดยมียอดขายรวมตลอดการจัดงานทั้ง4วันประมาณ 1,400 ล้านบาท (เป้าจัดงานตั้งไว้ที่ ประมาณ 1,200 ล้านบาท ) โดยคาดหวังว่าจะมียอดหลังงานที่ตามมาอีกประมาณ 1,000 ล้านบาท

สำหรับภายในงานครั้งนี้ ผู้บริโภคมีความสนใจในระดับราคาต่างๆ ดังนี้

· อันดับ 1.ระดับราคาบ้านอยู่ที่ 2-5 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 40 %

· อันดับ 2 ระดับราคา 5-10 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 28 %

· อันดับ 3 เป็นแบบบ้านที่ระดับราคา 10-20 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 15 %

นางศิริพร กล่าวด้วยว่า จากแบบสอบถามถึงรายละเอียดผู้ปลูกจองสร้างบ้านพบว่า มีช่วงอายุ 25-35 ปี มากที่สุด ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ที่มีที่ดินอยู่แล้ว และต้องการปลูกสร้างบ้านของตนเอง โดยมีเหตุผลหลักคือแต่งงานและต้องการสร้างครอบครัวใหม่ และเมื่อถามถึง สาเหตุที่ใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้าน เนื่องจากมีคุณภาพงานก่อสร้าง มีประสบการณ์ที่น่าเชื่อถือ และการบริการครบวงจร ประกอบกับผู้บริโภคยังคงมีความเชื่อมั่นในตลาดและหันมาเลือกใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านมากขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อเพิ่มมากขึ้นตามกันอีกด้วย นอกจากนี้ ภายในงาน ลูกค้าสนใจมากที่สุดคือ โปรโมชั่นที่น่าสนใจ และมีโอกาสเปรียบเทียบกับบริษัทรับสร้างบ้านอื่นๆ

อย่างไรก็ดี เพื่อกระตุ้นการขายของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯอย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ทางสมาคมฯได้เตรียมแผนที่จะจัดงานรับสร้างบ้านและวัสดุ (Home Builder & Materials Expo 2019) ในเดือนสิงหาคม 2562 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอล 2 โดยบริษัทรับสร้างบ้านที่ร่วมออกบูธก็ได้มีการนำแบบบ้านที่ออกแบบใหม่ล่าสุดมาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในทุกระดับราคามาไว้ที่เดียวอีกครั้ง

สำหรับมูลค่าตลาดรวมรับสร้างบ้านในปี 2562สมาคมฯคาดมีมูลค่ารวมอยู่ราว 12,500 – 13,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5-8% จากปี 2561 ที่มีมูลค่าตลาดรวมที่ 12,000 ล้าบาท


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

จีอี เฮลธ์แคร์ มุ่งเผยแพร่เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ที่แม่นยำ เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคมะเร็งเต้านมให้กับคนไทย

• ประเด็นปัญหาด้านประสิทธิภาพการทำแมมโมแกรมที่ลดลง ในผู้ป่วยที่มีความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูง[4] ซึ่งพบมากในผู้หญิงเอเชีย โดยความคลาดเคลื่อนของการตรวจวัดดังกล่าวสามารถเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม 4-6 เท่า
• พบว่าการใช้ระบบอัลตราซาวด์จากเทคโนโลยีล่าสุด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยมะเร็ง
เต้านมสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงจากความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูง มีความเที่ยงตรงเพิ่มขึ้น 35%[2]

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 29 มีนาคม 2562 – จีอี เฮลธ์แคร์ มุ่งมั่นในการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีการคัดกรองมะเร็งเต้านมในประเทศไทย มุ่งเน้นการตรวจรักษาแบบเฉพาะเจาะจง แนะนำระบบอัลตราซาวด์เต้านม 3 มิติแบบอัตโนมัติรุ่นล่าสุดเพื่อขยายทางเลือกเพิ่มเติมในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้หญิงไทยที่มีความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูง ผลการศึกษาระบุว่า ภาวะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูง (เต้านมประกอบด้วยเนื้อเยื่อชนิดต่อมเต้านมมากกว่า 50%) พบมากในผู้หญิงเอเชีย[1]

นพ.เฉลิมเดช กรรณวัฒน์ รังสีแพทย์ ศูนย์ถันยรักษ์ กล่าวว่า “มะเร็งเต้านมเป็นหนึ่งในห้าอันดับแรกของโรคมะเร็งที่สร้างภาระด้านโรคมะเร็งให้กับประเทศไทย[2] สัญญาณที่บ่งบอกถึงมะเร็งเต้านมไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนนอกจากจะได้รับการตรวจคัดกรองโดยผู้เชี่ยวชาญ และจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มอัตราการมีชีวิตรอด เพิ่มโอกาสในการใช้วิธีการรักษาอื่นที่ไม่ใช่การผ่าตัด เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และลดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วย ในฐานะแพทย์ ผมรู้สึกยินดีอย่างมากที่ศูนย์ถันยรักษ์สามารถให้บริการเทคโนโลยีที่ทันสมัยดังกล่าว เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และยกระดับมาตรฐานโดยรวมของการรักษาโรคมะเร็งเต้านมในประเทศไทย”

ในส่วนของการคัดกรองมะเร็งเต้านม การตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตนเองและการทำแมมโมแกรมเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ดี ผู้หญิงเอเชียมักมีความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูงกว่าผู้หญิงในภูมิภาคอื่น[2] และผลการศึกษาสำคัญจากหลายสถาบันระบุว่าภาวะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมที่สูงไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมขึ้น 4-6 เท่า[2] แต่ยังเป็นสาเหตุให้การตรวจพบมะเร็งด้วยวิธีทำแมมโมแกรมทำได้ยากยิ่งขึ้น ในรายงานสองฉบับของ Breast Cancer Society Consortium เกี่ยวกับการทำแมมโมแกรมแบบใช้ฟิล์ม ระบุว่าประสิทธิภาพการทำแมมโมแกรมลดลง 21% ในผู้ป่วยที่มีความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูง[4]

ในกรณีดังกล่าว ควรจะทำการตรวจคัดกรองเพิ่มเติมด้วยการทำอัลตราซาวด์ และระบบอัลตราซาวด์
แบบอัตโนมัติของจีอี เฮลธ์แคร์ จะช่วยยกระดับการให้การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ 3 มิติที่สามารถถ่ายภาพเต้านมผู้หญิงที่มีความหนาแน่นของเนื้อเยื่อเต้านมสูงได้อย่างสะดวกและรวดเร็วภายในเวลาประมาณ 15 นาที และยังมีคุณสมบัติใหม่ที่สอดคล้องกับสรีระของผู้หญิง เช่น การพัฒนารูปทรงและขนาดที่เหมาะสมของเครื่องมือตรวจวัด ที่แนบสนิทกับเต้านมจะช่วยลดแรงกดสัมผัสขณะตรวจวัด และสามารถให้ภาพภ่ายที่มีความแม่นยำชัดเจนและครอบคลุมบริเวณเต้านมที่สำคัญในท่านอนหงายตามธรรมชาติของผู้เข้ารับการตรวจคัดกรอง นอกจากนี้ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติที่ช่วยลดข้อผิดพลาด และมีความแม่นยำในการตรวจคัดกรอง จะช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของรังสีแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยผลในภายหลัง

ดร. ราจาน คาลีดินดี ผู้จัดการใหญ่ จีอี เฮลธ์แคร์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “จีอี เฮลธ์แคร์ มีความภาคภูมิใจที่ได้นำเสนอเทคโนโลยีอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่สนับสนุนให้รังสีแพทย์สามารถดำเนินการวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ และเฉพาะเจาะจงตามปัจจัยเสี่ยงและสภาวะแวดล้อมของผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น โดยเราหวังว่าเทคโนโลยีจาก จีอี เฮลธ์แคร์ ดังกล่าว จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและลดความกังวลของผู้หญิงที่เข้ารับการตรวจคัดกรอง และพร้อมที่จะเข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมในประเทศไทย เนื่องจากหากพบความเสี่ยงหรือความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ จะสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ”

###
เกี่ยวกับจีอี เฮลธ์แคร์
จีอี เฮลธ์แคร์ เป็นธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพในเครือจีอี ที่มีมูลค่าทางธุรกิจ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะผู้นำการให้บริการด้านการถ่ายภาพทางการแพทย์ การตรวจสอบทางการแพทย์ การผลิตทางชีวภาพ และเทคโนโลยีการบำบัดเซลล์ และยีน ซึ่งจีอี เฮลธ์แคร์ช่วยให้การวินิจฉัย การรักษา และการตรวจสอบมีความแม่นยำผ่านอุปกรณ์ที่ล้ำสมัย ทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลแอปพลิเคชั่น และการบริการ ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่า 100 ปีในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ และพนักงานมากกว่า 50,000 คนทั่วโลก จีอี เฮลธ์แคร์ช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งสำหรับผู้ป่วย ผู้ให้บริการด้นการดูแลสุขภาพ นักวิจัย บริษัทด้านชีววิทยาศาสตร์ทั่วโลก ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook, LinkedIn, Twitter และ The Pulse หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของได้ที่ https://corporate.gehealthcare.com
———-
[1] RW Jakes,a SW Duffy,b FC Ng,c F Gaoa,d and EH Nge, Mammographic parenchymal patterns and risk of breast cancer at and after a prevalence screen in Singaporean women, International Journal of Epidemiology, 2000;29:11-19
[2] FDA PMA P110006 summary of safety and effectiveness.
[3] https://www.researchgate.net/publication/319175466_National_and_Subnational_Population-Based_Incidence_of_Cancer_in_Thailand_Assessing_Cancers_with_the_Highest_Burdens
[4] Boyd NF et al. Mammographic Density and the Risk and Detection of Breast Cancer. NEJM 2007; 356: 227-36.


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี MOU กับ บ. ไทย ไลอ้อน เมนทารี

ผศ.พีระศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต มจพ.ปราจีนบุรี ปฏิบัติการแทนอธิการบดี ลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง นางสาวมณิสรา อิ่มสำราญรัชต์ ผู้จัดการทั่วไป แผนกทรัพยากรบุคคล บริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 ณ ห้องประชุม บริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด โดยมี ผศ.ดร.รณินทร์ กิจกล้า รักษาการแทนรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ ผศ.ดร.สุทธิชัย พิสุทธิ์เสรีวงศ์ หัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ นางสาวลัดดา ภูสิงหา หัวหน้างานอาวุโส บริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด และ นางสาวอุษาวดี นกแก้ว หัวหน้างานอาวุโส บริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลทั้งในด้านวิชาการและทักษะปฏิบัติงานในวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมบริการ โดยสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทรัพยากรมนุษย์ด้านอุตสาหกรรมบริการ และเพื่อสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านธุรกิจการบิน อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี โดยคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ และบริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านการสร้างภาคีเครือข่าย ความร่วมมือด้านวิชาการและสหกิจศึกษา เพื่อส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ทั้งในด้านวิชาการทักษะปฏิบัติงานในวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมบริการ โดยสอดคล้องกับความต้องการของตลาดทรัพยากรมนุษย์ด้านอุตสาหกรรมบริการ และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านธุรกิจการบิน อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงถึงเจตจำนงในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานทั้งสองที่จะร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนานักศึกษาสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรมให้มีคุณภาพทั้งด้านทักษะความรู้ ความสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมบริการได้ในอนาคต


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ปลุกความกล้า ตื่นจากฝัน เริ่มต้นธุรกิจ ที่ e-Biz & OEM Manufacturer Expo 2019

โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน ด้วยเทคโลยีที่ก้าวหน้าทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป หากใครอยากเริ่มต้นเป็นเจ้าของกิจการหรือสานต่อธุรกิจที่มีอยู่ให้ประสบความสำเร็จ ควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการทำธุรกิจในยุคดิจิทัล โดยงาน e-Biz & OEM Manufacturer Expo 2019 งานแสดงสินค้าด้านผู้รับจ้างผลิตและการตลาดออนไลน์ครบวงจร จะมาอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ เสริมความรู้ และแนะเคล็ดลับต่อยอดธุรกิจให้เติบโตก้าวต่อไปได้ในโลกดิจิทัลแบบเฉียบคม พบผู้เชี่ยวชาญในด้านการสั่งผลิตสินค้า การทำตลาดบนโลกออนไลน์ ดิจิทัลแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจให้คุณมั่นใจกล้าออกจากคอมฟอร์ทโซน มาสานฝันปลุกปั้นธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง

เริ่มต้นธุรกิจยังไง ให้ได้ไปต่อ
ในปัจจุบันการเริ่มธุรกิจถือว่าง่ายมาก เนื่องจากเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยให้การสื่อสารและขนส่งง่ายขึ้น แต่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ สามารถอยู่รอดได้ในตลาดเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย ทางรอดคือการวางจุดมุ่งหมายและแนวทางที่ชัดเจนว่าจะทำไร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการหรือแก้ไขปัญหาของผู้บริโภคในด้านต่างๆ ซึ่งจะทำให้การทำงานมีเป้าหมายไม่หลงทาง

การเลือกว่าจะทำอะไรควรเริ่มต้นด้วยการมองภาพรวมของเศรฐกิจ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคว่ามีธุรกิจใดบ้างที่สามารถเดินต่อไปได้ในยุคดิจิทัล และเลือกทำในสิ่งที่ถนัดและชื่นชอบ สิ่งนี้จะทำให้เรามี ‘แพชชั่น’ ในการทำธุรกิจมีกำลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ที่จะผ่านเข้ามา และสิ่งสำคัญคือต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพทำให้ผู้บริโภคยอมรับจนกลายเป็นแบรนด์ขวัญใจ เพียงเท่านี้ธุรกิจของคุณก็ประสบความสำเร็จแล้ว

หากคุณยังหาธุรกิจที่ใช่ไม่เจอ งาน OEM Manufacturer Expo 2019 มีคำตอบให้คุณ พบกับไอเดียการทำธุรกิจมากมายจากผู้ให้บริการรับจ้างผลิตที่มีมาตรฐาน ได้รับการรับรองจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยรวบรวมโรงงานรับผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมและได้รับมาตรฐานมาจัดแสดงอย่างครบวงจร อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, เครื่องสำอาง, อาหารและเครื่องดื่ม, สินค้าออร์แกนิค, เสื้อผ้า, กระเป๋า, รองเท้า, บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นการรับจ้างผลิตสุดพิเศษ และเพิ่มความคล่องตัวในการเริ่มต้นด้วยที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่จะเข้ามาแนะนำแหล่งเงินทุนเพื่อการทำธุรกิจ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่จะมาให้คำปรึกษาภายในงานกับโซน Business Consultant Idea นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่จะมาให้คำแนะนำการทำตลาดในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศแบบเจาะลึกเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค เช่น จีน สิงคโปร์ กลุ่มประเทศ CLMV เป็นต้น

เสริมความแรงแซงคู่แข่ง ด้วยทริคการทำธุรกิจทันยุคดิจิทัล
ขณะนี้โลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แล้ว เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราจนแยกไม่ออกทั้งการซื้อของ การทำธุรกรรมการเงิน การใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ และอีกมากมาย สามารถทำได้อย่างง่ายดายแค่ปลายนิ้ว แถมยังมีคู่แข่งเข้ามาเป็นตัวเลือกให้ผู้บริโภคมากหน้าหลายตา ถ้าผู้ประกอบการไม่ปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ก็จะทำให้ธุรกิจเริ่มถูกลืมไปอย่างช้าๆ พร้อมกับโลกยุคเก่า ถึงเวลาแล้วที่คุณจะเปลี่ยน โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาสินค้าและบริการ ตลอดจนช่องทางการสื่อสารและจัดจำหน่าย โดยภายในงาน e-Biz Expo 2019 ภายใต้คอนเซ็ปท์ Business Transformation จะได้พบกับดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่จะเข้ามาช่วยต่อยอดผลักดันให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ในโลกดิจิทัลทั้งในด้าน e-Commerce, e-Logistics, e-Payment, e-Tailer, Digital Business, Cross-Border , e-Commerce โดยแต่ละด้านก็มีความเหมาะสมกับธุรกิจต่างประเภทกันไป

หากใครอยากเริ่มธุรกิจใหม่ให้ปังหรือพลิกโฉมธุรกิจที่มีอยู่ให้โดนใจผู้ซื้อ มาหาคำตอบได้จากการสัมมนาและเวิร์กช็อปภายในงาน งาน e-Biz & OEM Manufacturer Expo 2019 ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ ฮอลล์ EH106 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค รับรองว่าตลอดการจัดงานมีความรู้ทั้งในเรื่องของการพัฒนาสินค้าให้โดนใจผู้บริโภค เลือกโรงงานผู้รับจ้างผลิตอย่างไรให้ได้คุณภาพ พร้อมทั้งการปรับตัว ดึงธุรกิจเข้าดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างมืออาชีพแบบเต็มอิ่มแน่นอน


 

Exit mobile version