Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สสก.2 จ.ราชบุรี เชิญชวนร่วมงาน Smart Product by Farm@Home 17 – 20 พฤษภาคม 2562 ณ ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน

สสก.2 จ.ราชบุรี เชิญชวนร่วมงาน Smart Product by Farm@Home
ระหว่างวันที่ 17 – 20 พฤษภาคม 2562
ณ ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ภายในงานประกอบด้วยโซนแสดงสินค้า จำนวน 32 บูธ
โซนอาหารพร้อมรับประทาน 15 บูธ โซนต้นไม้ 8 บูธ
รูปแบบงาน คือ “Smart Product Smart รักษ์โลก”
โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรในพื้นที่ 8 จังหวัดในภาคตะวันตก รวมทั้งสิ้นกว่า 55 บูท


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เตรียมอัพเดทเทรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าสุดล้ำในงาน POWER BUY EXPO 2019 17-26 พฤษภาคม 2562 ที่ไบเทค บางนา

เตรียมอัพเดทเทรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าสุดล้ำในงาน Power Buy Expo 2019 (เพาเวอร์ บาย เอ็กซ์โป 2019) จัดโดย บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ภายใต้แนวคิด POWER YOUR FUTURE ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพาเวอร์บาย กับไฮไลท์ที่ห้ามพลาดมากมาย ได้แก่ Power Vision -การจัดแสดง TV Wall ที่ยาวที่สุดถึง 44 เมตร รวมทีวีแบรนด์ดังกว่า 100 รุ่น Power Innovation – อัพเดทเทรนด์นวัตกรรมสุดล้ำแห่งอนาคตแบบที่ยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน และกิจกรรมพิเศษที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ Power Snap การแข่งขันถ่ายภาพกับ Net Idol, การแข่งขัน e-Sport Power Challenge, การประกวดเต้น Power Beat, การทำอาหารกับเชฟชื่อดัง และ Mini Concert จากนนท์ – ธนนท์ ตลอดจนสินค้าในราคาสุดพิเศษพบกับการยกทัพสินค้ามากกว่า 100 แบรนด์ 10,000 รายการ พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ และร่วมสนุกช้อปไปกับสินค้า Crazy Item ลดกระหน่ำทุกวันไม่ซ้ำรายการ

ทั้งนี้ งาน POWER BUY EXPO 2019 จะจัดขึ้นในวันที่ 17-26 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.00-22.00 น. ณ ฮอลล์ EH 103-104 ไบเทค บางนา ติดตามความเคลื่อนไหว กิจกรรม และโปรโมชั่นต่างๆ จาก เพาเวอร์บาย (Power Buy) ได้ที่ www.powerbuy.co.th, Facebook: Power Buy และ Line: @Power Buy


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเซ็น MOU กับ 4 สถาบันอุดมศึกษา หวังสานความร่วมมือ-พัฒนานวัตกรรมหนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืน

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้ายกระดับมาตรฐานบุคลากรในสายอาชีพการก่อสร้าง ตามกรอบแนวคิด “HBA โมเดลความยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญในการสร้างเสริมศักยภาพกับทุกส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน Alliance Partners ล่าสุดเซ็น MOU ทางวิชาการกับสถาบันอุดมศึกษา 4 แห่ง “ศิริพร สิงหรัญ” หวังสานความร่วมมือระยะยาว เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในธุรกิจรับสร้างบ้านเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

นางศิริพร สิงหรัญ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่าสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านยังคงมุ่งส่งเสริมธุรกิจรับสร้างบ้านและมวลสมาชิก ในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า การบริการให้เป็นที่เชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของภาครัฐ องค์กรธุรกิจ ผู้บริโภค และประชาชน การส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบธุรกิจการรับสร้างบ้านนั้นดำเนินการทั้งในทางปฏิบัติ และทางวิชาการ โดยยึดกรอบแนวคิด “HBA โมเดลความยั่งยืน” ที่ให้ความสำคัญในการสร้างเสริมศักยภาพกับทุกส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน Alliance Partners

ทั้งนี้ ล่าสุด สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการกับสถาบันอุดมศึกษา 4 แห่ง คือ ภาควิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และภาควิชาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (บางนา) การเซ็น MOU กันครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการระหว่างกัน ตลอดจนพัฒนาหลักสูตรการเรียน การสอน เพิ่มศักยภาพบุคลากรในทุกด้าน มีขอบข่ายความร่วมมือ ดังนี้

– ให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ด้านการดำเนินการก่อสร้าง และการดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน

– ให้ความร่วมมือดำเนินการวิจัย ด้านการดำเนินการก่อสร้าง และการดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน

– ให้ความร่วมมือในการจัดสัมมนา ด้านการดำเนินงานก่อสร้างและการดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน

– ให้ความร่วมมือในการเอื้อเฟื้อสถานที่เพื่อการเรียนการสอน ด้านการดำเนินการก่อสร้าง และการดำเนินธุรกิจรับสร้างบ้าน

– ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมรับสร้างบ้าน

“การลงนามครั้งนี้ เราหวังสานความร่วมมือระยะยาว เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในธุรกิจรับสร้างบ้าน หนุนยกระดับมาตรฐานธุรกิจรับสร้างบ้านเติบโตอย่างแข็งแกร่ง” นางศิริพร กล่าวพร้อมกับขยายความว่า การจัดทำ MOU ระหว่างสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 4 แห่งนับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่จะสามารถยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ บุคลากร และในที่สุดก็จะเป็นการยกระดับมาตรฐานของธุรกิจรับสร้างบ้านอีกทางหนึ่งด้วย โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ทางวิชาการระหว่างสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน และสถาบันการศึกษานั้นเชื่อว่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และยกระดับคุณภาพการก่อสร้างให้กับธุรกิจรับสร้างบ้าน สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ซึ่งล้วนเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจรับสร้างบ้าน และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

พร้อมกันนี้ นางศิริพร ยังกล่าวในตอนท้ายว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้การขับเคลื่อนนโยบายและให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคคลากรมาโดยตลอด ภายใต้โครงการ “อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี” ด้วยการเปิดการเรียนการสอนในสาขาเทคนิคการควบคุมการก่อสร้างระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน โดยที่สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้มอบหมายให้วิทยาลัยเทคนิคดุสิต เป็นผู้ดำเนินการจัดการเรียนการสอน

ทั้งนี้ การเรียนการสอนภายใต้หลักสูตรนี้จะผสมผสานระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมา ทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านได้รับเยาวชนภาอาชีวศึกษาเข้ามาฝึกงานและทำงานในบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯการดำเนินการดังกล่าว เป็นการยกระดับคุณภาพฝีมือแรงงานและควบคุมการก่อสร้างให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพยิ่งขึ้น


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘โฟร์พัฒนา’ เปิดตัว Creative Living x ProFrame ครั้งแรก นวัตกรรมบ้านโครงสร้างเหล็ก ProFrame ในเมืองไทย

เครือ ‘โฟร์พัฒนา’ จับมือกับบริษัท แอล จี เอส โซลูชั่นส์ พาร์ทเนอร์สำคัญด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง เปิดตัว Creative Living x ProFrame ครั้งแรก นวัตกรรมบ้านโครงสร้างเหล็ก ProFrame ในเมืองไทย

นายปราโมทย์ ธีรกุล ประธานกรรมการบริหาร เครือบริษัท โฟร์พัฒนา จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางในการดำเนินธุรกิจว่า โฟร์พัฒนายังคงมีความชัดเจนในPositioning ที่เน้นลูกค้ากลุ่มระดับบนระดับราคา 7 ล้านขึ้นไป มาตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งบริษัทจนถึงปัจุบันเกือบ 40 ปี ความสำเร็จที่มาจากปากต่อปาก “ เป็นของดีราคาแพง คือจ่ายแล้วจบไม่ต้องเจอปัญหาให้ปวดหัว เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้เลย” โดยบริษัทฯให้ความสำคัญ 3 หลักการทำงาน ดังนี้ คือ

• ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์ เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เราซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซื่อสัตย์ต่อคู่ค้าพันธมิตร และซื่อสัตย์ต่อพนักงาน

• ประการที่สอง คือคุณภาพงาน ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ ใช้ช่างของเรา คือการไม่ใช้ผู้รับเหมาช่วง การทำงานเลยเราจึงควบคุมโปรเซสทุกอย่างได้ กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ามาตลอด

• และประการที่สามคือ บุคลากร เราใส่ใจคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกระดับทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพราะงานจะออกมาดีมีคุณภาพได้นั้นล้วนมาจากฝีมือของคน บ้านที่โฟร์พัฒนาสร้างมีความประณีต จึงเป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะในด้านฝีมือ และคุณภาพในระดับมาตรฐานเหนือมาตรฐาน

“กว่า 60% ของยอดขายมาจากลูกค้าเก่าที่สร้างบ้านอีกหลังก็เรียกเรา หรือบอกเพื่อนพี่น้องถ้าใครจะสร้างบ้านให้คุยกับโฟร์พัฒนา เรียกว่าเติบโตจากปากต่อปาก” นายปราโมทย์ กล่าว

นายปราโมทย์ ยังกล่าวว่า ด้วยปัจจัยแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป โฟร์พัฒนา จึงต้องปรับตัวและหานวัตกรรมใหม่เข้ามาเสริมจุดแข็งและแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาฝีมือแรงงานของช่างก่อสร้าง(Human Error) ได้ ล่าสุด โฟร์พัฒนาได้จับมือกับบริษัท แอล จี เอส โซลูชั่นส์ เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง Pro frame ให้กับโฟร์พัฒนาได้นำเอาระบบ ProFrame มาใช้ในการก่อสร้างบ้านให้กับลูกค้า ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดปริมาณคนงานก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าถึง 2 เท่า คือถ้าเทียบกับระบบก่อสร้างก่ออิฐฉาบปูนต้องใช้เวลาโครงสร้างถึงประมาณ 150 -180วัน ซึ่งเมื่อรวมงาน Finishing งานพื้น ขอบประตู หน้าต่าง ตกแต่งแล้ว ก็ประมาณ 15 เดือนเสร็จ แต่ถ้าเป็นโครงสร้างเหล็กใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน รวมงาน Finishing ก็จบได้ภายใน 8 เดือนเข้าอยู่ได้เลย ซึ่งได้เปิดตัวในงานสถาปนิกวันที่ 30 เมษายน-5 พฤษภาคม 2562นี้ ที่อิมแพคเมืองทองที่บูธ H509

ทั้งนี้ ProFrame ถือเป็นอีกนวัตกรรมโครงสร้างเหล็กประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากและพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยประเทศออสเตรเลียถือเป็นผู้นำนวัตกรรมนี้มาหลายสิบปี อีกทั้งยังเป็นระบบที่พัฒนาจากประเทศที่มีภัยพิบัติธรรมชาติบ่อย ที่โครงสร้างต้านทานพายุ แผ่นดินไหว ที่สำคัญตัวเหล็กนี่สามารถนำมาใช้ได้ใหม่เรื่อยๆ (Reused) กรณีที่อยากจะสร้างบ้านใหม่ ก็เอาเหล็กโครงสร้างเดิมมาใช้ต่อได้

เปิดตัว Creative Living x ProFrame ครั้งแรกในไทย
ด้านนายปรีดิ์ ธีรกุล กรรมการผู้จัดการ เครือบริษัท โฟร์พัฒนา จำกัด กล่าวเสริมว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯจะยึดหลักโปรดักชั่นนำมาร์เก็ตติ้ง และถึงแม้บริษัทฯเชื่อว่าระบบเดิมก่ออิฐฉาบปูนยังยืนอยู่ได้อีกนาน แต่เราก็ต้องพัฒนาหาสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมอยู่ตลอด สิ่งที่โฟร์พัฒนาไม่หยุดคือการสร้างนวัตกรรม ความร่วมมือระหว่างโฟร์พัฒนากับบริษัท แอล จี เอส โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกร ออกแบบงานสถาปัตยกรรม เรียกว่าเป็นบริษัทกุนซือของโฟร์พัฒนาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯจึงมั่นใจว่าโซลูชันใหม่อย่าง ProFrame มาตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้

การจับมือระหว่างโฟร์พัฒนากับแอล จี เอส โซลูชั่นส์ ดำเนินการภายใต้โปรเจคใหม่คือ “Creative Living xProFrame” โดยแอล จี เอส โซลูชั่นส์จะเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง Pro frame ให้กับโฟร์พัฒนา ความร่วมมือที่จะสร้างมิติใหม่ของการรับสร้างบ้านด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

แก้ Pain point การก่อสร้างอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ นายปรีดิ์ ยังกล่าวถึงนวัตกรรม “ProFrame” ที่เป็นระบบการก่อสร้างรูปแบบใหม่ในอุตสาหกรรมการสร้างบ้าน ที่จะมาแก้ Pain point ได้ดีที่สุด กล่าวคือ Pain point อย่างหนึ่งของวงการรับสร้างบ้าน คือความไม่เข้าใจกัน สื่อสารไม่เคลียร์คัตชัดเจน เมื่อลูกค้าเห็นงานออกมาแล้วไม่ตรงกับที่คิดไว้ สั่งให้รื้อใหม่ ซึ่งนำไปสู่การทิ้งงานในที่สุด ดังนั้น ระบบ ProFrame จะไม่ใช่การทำงานแบบทำไปแก้ไป เนื่องจากต้องวางแผนก่อนสร้างทุกอย่าง รายละเอียดนอกบ้าน ในบ้าน ดีเทลเล็กๆ ปลั๊กไฟอยู่ตรงไหน ท่อประปาเดินต่ออย่างไร ต้องคิดออกแบบงาน Finishing ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้าง ก่อนที่จะป้อนข้อมูลผ่านโปรแกรมคำนวณโครงสร้างทุกอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าแก้ไขทีหลังไม่ได้ ลูกค้าเองก็ได้ความชัดเจน งานสร้างจริงได้ตรงตามที่ตามแบบ มุมเป๊ะ องศาตรง ส่วนตัวผู้สร้างเองก็ทำงานได้ไว ไม่ต้องทำไปทุบไป ช่วยลดความขัดแย้งหน้างานได้

“เรื่องงานดีไซน์ ซึ่งตัว ProFrame จะช่วยให้งาน Finishing ตลอดจนงานตกแต่งต่างๆ ทำได้ง่ายเพราะสัดส่วนบ้านได้ตรงตามขนาดแปลน 100%” นายปรีดิ์ กล่าวย้ำ

สำหรับใครที่สนใจนวัตกรรมบ้าน ProFrame ต้องไปดูที่งานสถาปนิกวันที่ 30 เมษายน-5 พฤษภาคมนี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี ซึ่งทางโฟร์พัฒนาจัดบูธ H509 ซึ่งจะมีทีมงานสถาปนิกแนะนำรายละเอียดครบถ้วน และที่สำคัญ! งานนี้มีโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้จองบ้าน ProFrame ราคาพิเศษสุด ซึ่งงานนี้ผู้บริหารบอกว่าตั้งใจลดราคาเป็นพิเศษในงานนี้จำนวน 3 หลังเท่านั้น! ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกhttps://www.fourpattana.com/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Platform ระดับโลกที่จะช่วยให้คุณขายสื่อโฆษณานอกบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้น

เปิดตัวแล้วสำหรับ Platform ระดับโลกที่จะช่วยให้คุณขายสื่อโฆษณานอกบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลกที่จะช่วยซื้อสื่อคุณได้ง่ายยิ่งขึ้

สนใจมาร่วมเป็น Partner โทรสอบถาม หรือ Inbox สอบถามได้เลยค่ะ
หรือ คลิ๊กสมัคร http://partner.adezy.com

สนใจใช้ระบบ
E-Mail : contact@adezy.com

“Anytime Anywhere Buy & Sell Advertising ”

#ป้ายว่าง #adezy #bookingsystem #startup2020
#platformbythailand #ป้าย #ซื้อขายป้าย #ป้ายบิลบอร์ด #พื้นที่สื่อโฆษณา #Ads


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC เปิดบ้านต้อนรับคณาจารย์ และนักศึกษาจำนวน 40 คน จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงกระบวนการทำงานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน

โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้การทำงานจากสภาพแวดล้อมจริง เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ และเตรียมความพร้อมก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากดร.ธัญญา วงษ์วานิช Head of Corporate Communication เป็นผู้กล่าวต้อนรับคณะเยี่ยมชมอย่างอบอุ่น คุณอภิศักดิ์ คงศร, Digital Infrastructure Officer ได้ให้เกียรติมาบรรยายความรู้เรื่อง “Journey to Digital Infrastructure” คณะนักศึกษาและอาจารย์ยังได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์สาธิตเทคโนโลยีต่างๆ ภายในบริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562

สถาบันการศึกษาที่สนใจเข้าเยี่ยมชมบริษัทฯ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-089-4242 email : jariyyim@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/ FB: https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ทุ่มกว่าพันล้าน สร้างคลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่ เดินเครื่องลุย B2B E-Commerce พร้อมยกระดับการบริการแบบ Omnichannel

ออฟฟิศเมท ผู้นำและผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าเพื่อธุรกิจ ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เนรมิตคลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่บนพื้นที่โครงการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อยกระดับการบริการและมอบประสบการณ์ที่ครองใจลูกค้า B2B โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการคลังสินค้าและบริการจัดส่ง มุ่งให้บริการอย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล พร้อมทะยานสู่การเป็นผู้นำธุรกิจ B2B E-Commerce ชูจุดเด่นในการมอบความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าธุรกิจทุกระดับแบบ Omnichannel

นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ออฟฟิศเมทเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 9% โดยในปี 2561 ออฟฟิศเมทให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 6,500,000 คำสั่งซื้อ เติบโตโดดเด่นในช่องทางออนไลน์ ซึ่งยอดขายคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของยอดขายรวม ทั้งนี้เกิดจากการพัฒนาออนไลน์แพลตฟอร์มให้มีฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การช้อปของลูกค้า B2B โดยมีลูกค้าเข้าเว็บไซต์ officemate.co.th และ OfficeMate Mobile App กว่า 14 ล้านครั้งในปี 2561 นอกจากนี้ยังโฟกัสการให้บริการรับสั่งซื้อออนไลน์ภายในร้านออฟฟิศเมท (E-ordering @Store) ที่ปัจจุบันสร้างยอดขายคิดเป็นสัดส่วน 12% ของยอดขายร้าน นอกจากนี้ ออฟฟิศเมทยังพบว่าลูกค้ากว่า 21% มีพฤติกรรมช้อปมากกว่าหนึ่งช่องทาง (Omnichannel) ซึ่งสร้างยอดขายได้มากถึง 49% ของยอดขายรวม

นางสาววิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนธุรกิจใน 5 ปีข้างหน้า ออฟฟิศเมทตั้งเป้าอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 15% ภายใต้แนวคิด “Go Further Go Faster” เดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์กลุ่มเซ็นทรัลในการก้าวสู่ผู้นำดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม (Digi-Lifestyle Platform) ออฟฟิศเมทพร้อมเดินเครื่องเต็มรูปแบบสู่การเป็นผู้นำตลาด B2B Solutions ที่เน้นจุดเด่นการบริการลูกค้าแบบ Omnichannel และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจไทย ด้วยงบการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้างคลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่ บนถนนสุวินทวงศ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ “ไทยแลนด์ 4.0”

ด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมคลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่นี้ ออฟฟิศเมทจะสามารถยกระดับการบริการเพื่อมอบประสบการณ์ที่ครองใจลูกค้าองค์กรและผู้ประกอบการ SMEs พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตภายใต้กลยุทธ์ O-F-M ดังนี้

O – O2O Service Excellence : มุ่งมั่นยกระดับการบริการที่ครองใจลูกค้า B2B แบบ One-Stop Solutions ด้วยสินค้าที่ครอบคลุมความต้องการของทุกธุรกิจ ไม่เว้นแม้ธุรกิจเฉพาะทาง ด้วยการเพิ่มกลุ่มสินค้าโรงงานและสินค้าธุรกิจ HORECA ผ่านประสบการณ์การช้อปแบบ Omnichannel พร้อมบริการจัดส่งสินค้าที่แม่นยำ รวดเร็ว มั่นใจได้ ด้วยต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำลง จากการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลังสินค้าและบริการจัดส่งมาตรฐานสากล

F – Franchise Stores Nationwide : เกื้อหนุนให้ธุรกิจชุมชนหรือร้านค้าปลีกรายย่อยที่เป็น ร้านแฟรนไชส์ “ออฟฟิศเมท พลัส” เติบโตไปพร้อมกัน ด้วยการทลายข้อจำกัดในด้านพื้นที่แสดงสินค้าของร้านค้าปลีกท้องถิ่น โดยใช้เทคโนโลยีและระบบการจัดการเพิ่มศักยภาพให้สามารถขายสินค้าได้เหมือนออฟฟิศเมททุกประการ ผ่านบริการรับสั่งซื้อออนไลน์ที่หน้าร้าน พร้อมให้บริการจัดส่งถึงที่ทั่วประเทศ คลังสินค้าของออฟฟิศเมทจึงเป็นเสมือนคลังสินค้าของร้านแฟรนไชส์

M – Marketplace for B2B Solutions : ผลักดันการเป็นผู้นำ B2B E-Commerce โดยออฟฟิศเมทเตรียมเปิดตัว B2B Marketplace ในปลายปีนี้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจ B2B รายย่อย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า โดยสามารถขายสินค้าได้มากขึ้นและเติบโตไปพร้อมกับออฟฟิศเมทโดยไม่ต้องกังวลกับการลงทุนในด้านโลจิสติกส์

ทั้งนี้ นางสาววิลาวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า คลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่ของออฟฟิศเมทนี้ สร้างเสร็จสิ้นและเปิดให้บริการแล้วบนพื้นที่กว่า 45 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 30 ไร่ หรือกว่า 50,000 ตร.ม. รองรับสินค้าพร้อมส่งมากกว่าเดิมถึง 5 เท่า บริการจัดส่งด้วยรถขนส่งที่พร้อมให้บริการลูกค้าทุกวันทำการมากกว่า 200 คันต่อวัน ระบบจัดการและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยได้รับการออกแบบและถูกเลือกมาใช้เพื่อให้ทุกมิติพร้อมตอบโจทย์การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า B2B และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ได้แก่

• ASRS (Automated Storage & Retrieval System) : เทคโนโลยีการจัดเก็บสินค้าในแนวสูงบนชั้นวางสูง 12 เมตร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่เพื่อรองรับสินค้าพร้อมขายสูงสุด พร้อมค้นหาสินค้าอัตโนมัติและนำสินค้าออกด้วยแขนกลอัจฉริยะตามคำสั่งซื้ออย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว

• I-PACK (Automatic Forming & Packing System) : ระบบขึ้นรูปกล่อง ติดบาร์โค้ด และแพ็คกล่องสินค้า พร้อมสมาร์ทเซ็นเซอร์ที่วัดความสูงสินค้า เพื่อตัด พับ และปิดกล่องให้พอดีกับขนาดสินค้า ซึ่งช่วยลดความเสียหายระหว่างนำส่งสินค้า

• UNI-SHUTTLE: เทคโนโลยีการจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติเพื่อรอนำส่ง โดยทำงานร่วมกับระบบ Route Planning เพื่อคำนวณเส้นทางการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้มั่นใจว่าลูกค้ากว่า 99% ของเรา จะได้รับสินค้าที่ถูกต้อง ครบถ้วน อย่างรวดเร็ว ตามมาตรฐานการบริการ*

วันนี้ออฟฟิศเมทพร้อมที่จะเคียงข้างและเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจไทย ก้าวต่อไปของคุณ ก้าวไปกับออฟฟิศเมท “Go Further. Go Faster.”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คุณรู้จัก “วิลล่าวิชาลัย” ไหม!! ณ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

เมื่อเอ่ยนาม “วิลล่าวิชาลัย” หลายคนอาจรู้จักและอาจเคยได้ยิน แต่บางท่านอาจจะยังไม่รู้จักและไม่คุ้นเคยว่าคืออะไร เช่นเคยวันนี้กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ มจพ. พามารู้จักโรงแรม “วิลล่าวิชาลัย” เป็นอาคารปฏิบัติการการท่องเที่ยวและโรงแรม วิลล่าวิชาลัย ให้แก่นักศึกษาภาควิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี “วิลล่าวิชาลัย” มีห้องประชุมสำหรับจัดประชุมสัมมนา ห้องประชุม CONVENTION ROOM สามารถรองรับแขกมาสัมมนาได้ประมาณ 150 คน (แบบ Class Room หรือ Theater) โต๊ะจีน จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ รองรับได้ประมาณ 25 โต๊ะ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และยังรับจัดงานเลี้ยงต่าง ๆ สถานที่ก็ไม่ไกลจากกรุงเทพ

ผศ.ดร.สุทธิชัย พิสุทธิ์เสรีวงศ์ หัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี เปิดเผยว่า โรงแรม “วิลล่าวิชาลัย” เป็นอาคารปฏิบัติการการท่องเที่ยวและโรงแรมของนักศึกษาที่เข้ามาศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาตรีบริหารธุรกิจบัณฑิต (4 ปี) สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการโรงแรม (ชื่อหลักสูตร บธ.บ. การจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม) ชื่อภาษาอังกฤษ BBA : Bachelor of Business Administration in Tourism and Hotel Management คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มุ่งเน้นพัฒนาบัณฑิตให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพในภาคการบริการด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและด้านการโรงแรม ซึ่ง มจพ. ต้องการให้นักศึกษาในภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ได้ใช้สถานที่ในการฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ ที่สามารถปฏิบัติงานได้จริงและเกิดทักษะความชำนาญในการทำงานเหมือนกับในสถานประกอบการจริงในธุรกิจโรงแรม ดังนั้น อาคารปฏิบัติการโรงแรมวิลล่าวิชาลัย จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองทักษะการเรียน การทำงานที่สำคัญในธุรกิจโรงแรมในด้านต่างๆ เช่น ทักษะการทำงานด้านห้องพัก (Housekeeping) ทักษะด้านการบริการอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) ทักษะด้านการต้อนรับส่วนหน้า (Front) ทักษะด้านการจัดประชุมสัมมนา (Meeting & Convention) และงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันหลักสูตรการเรียนการสอนสาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการโรงแรม ได้รับความสนใจจากนักศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละปีจะเปิดรับนักศึกษาที่จบจากทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ ระดับชั้นมัธยมปีที่ 6 และ ปวช. ชั้นปีที่ 3 เข้ามาศึกษาต่อในหลักสูตรการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม มีทั้งหมด 2 หลักสูตรได้แก่ 1) หลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี และ 2) หลักสูตร 3 ปีต่อเนื่อง (เปิดรับสมัครในปี พ.ศ.2562 เป็นปีแรก) ส่วนค่าเทอม 19,000 บาท โดยประมาณ

หลักสูตรการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม สามารถตอบโจทย์ท้องถิ่นหรือความสนใจของนักศึกษาในส่วนของท้องถิ่นในจังหวัดปราจีนบุรี และ ส่วนภาคตะวันออก ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี จันทบุรี ตราดฯ และ ในส่วนกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ได้เป็นอย่างดี ด้วยกันหลายปัจจัย อาทิ 1) เป็นหลักสูตรที่สอนทั้งการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและการโรงแรม และธุรกิจบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทุกมิติในอุตสาหกรรมบริการ 2) มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นธรรมชาติ บรรยากาศดี อาการดี ติดกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก 3) ผู้ปกครองอยากให้เรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของ มจพ. และบรรยากาศเหมาะแก่การเรียน 4) คำแนะนำจากรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วว่าที่วิทยาเขตปราจีนบุรี บรรยากาศเหมาะแก่การเรียน ครู-อาจารย์สอนให้ความเป็นกันเองมีความใกล้ชิดในการเรียน และการดูแลการปรับตัวในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี และ 5) อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น

โรงแรมวิลล่าวิชาลัยนอกจากจะให้นักศึกษาได้เรียนฝึกปฏิบัติแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังอนุญาตให้เปิดบริการต้อนรับบุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการได้ โดยมีอัตราการให้บริการและลักษณะห้องดังนี้

1) Superior Room (Twin Bed) ราคา 700 บาท

2) Family Room (Triple bed) ราคา 1,000 บาท

3) Executive Room (King Size Bed) ราคา 1,100 บาท

อัตราค่าห้องพักไม่รวมอาหารเช้า สำหรับค่าเช่าห้องประชุม เต็มวัน (8 ชม.) ราคา 10,000 บาท (ไม่รวมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์) และค่าเช่าห้องประชุม ครึ่งวัน (4 ชม.) ราคา 6,000 บาท (ไม่รวมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์) การเรียนการสอนมีความทันสมัยและสอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันของตลาดทางด้านธุรกิจอุตสาหกรรมการบริการ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ เกิดทักษะความชำนาญในวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมการบริการ หลักสูตรดังกล่าวจึงสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมการบริการ รวมถึงการผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรม และจริยธรรมตรงตามวัตถุประสงค์ของตลาดอุตสาหกรรมบริการอย่างดีที่สุด

สอบถามรายละเอียดและสำรองห้องพักได้ที่ โรงแรมวิลล่าวิชาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้
พระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี โทรศัพท์ 092-439-8497 หรือ 037-217-340 ต่อ 405


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ธุรกิจบ้านเช่ากับโอกาสของผู้ซื้อและผู้ขาย

การมีบ้านเป็นของตัวเองน่าจะเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งเพราะค่านิยมในสังคมว่าการมีบ้านแสดงถึงความมั่นคงในชีวิต และยังสนองความต้องการด้านจิตใจในการใช้ชีวิตอย่างมีอิสระด้วย อย่างไรก็ตามใช่ว่าทุกคนจะสามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ ด้วยปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยให้หลาย ๆ คนเป็นเจ้าของบ้านได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยการทำงาน การเดินทาง การใช้ชีวิตหรือการบริหารจัดการการเงินส่วนตัว

ถึงแม้ว่าปัจจุบันตัวเลือกของที่อยู่อาศัยจะมีมากขึ้น ทว่าระดับราคาก็ปรับสูงตามเนื่องจากที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการมีน้อยลง ราคาจึงแพงตามดีมานด์ที่มีมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสูงขึ้น จึงต้องขายในราคาที่แพงขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะทำเลที่มีความต้องการสูง นอกจากนี้การขยายตัวของเศรษฐกิจ โครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล การลงทุนขยายเส้นทางรถไฟฟ้าไปยังปริมณฑล ล้วนส่งผลให้ราคาที่ดินโดยเฉพาะแถบซีบีดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากรายงาน DDproperty Property Index พบว่าแนวโน้มการเติบโตของราคาในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17 โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่ต้นทุนในการพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะราคาที่ดินที่สูงขึ้นเนื่องจากการขยายเส้นทางรถไฟฟ้

พฤติกรรมและการใช้ชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเลือกเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ผลสำรวจ ความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ (DDproperty Consumer Sentiment Survey) รอบล่าสุดของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์สื่อกลางอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย และเว็บไซต์ในเครือพร็อพเพอร์ตี้กูรูในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย พบว่าผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล (ใน 4 ประเทศ) กว่า 1 ใน 4 ยังอาศัยอยู่กับพ่อ-แม่ แต่ก็มีแนวคิดที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และเมื่อเจาะลึกเข้ามาที่ไทยพบว่า คนไทย 26% ยังอาศัยอยู่กับพ่อ-แม่ 29% มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 1 ปี ในขณะที่ 9% อาศัยในบ้าน-ห้องเช่า หรือกำลังมองหาอสังหาฯ เพื่อการเช่าอยู่ ซึ่งเหตุผลที่คนไทยยังไม่พร้อมที่จะซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจาก 43% ยังไม่มีความพร้อมทางด้านการเงิน และอีก 33% ยังมองว่าอสังหาฯ มีราคาสูงเกินไป

แต่เมื่อคนกลุ่มนี้ตัดสินใจจะซื้อที่อยู่อาศัย มักจะใช้เวลาในการพิจารณาจนกว่าจะเจอตัวเลือกที่ตรงกับความต้องการและเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตของตนเป็นหลัก

สำหรับด้านการบริหารจัดการการเงินของผู้บริโภคในปัจจุบันพบว่ามีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าไตรมาส 3 ปี 2561 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ 77.9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเกิดใหม่อื่น ๆ ที่โดยปกติจะอยู่ที่ 40% สะท้อนให้เห็นปัญหาการขาดวินัยทางการเงิน ทั้งด้านการวางแผนการใช้จ่ายรวมไปถึงการออมด้วย

การขยายตัวของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) ก็มีบทบาทอย่างมากในการอำนวยความสะดวกให้กับคนที่ชอบโยกย้ายที่อยู่อย่างกลุ่ม Digital Nomads ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเกิดขึ้นของแพล็ตฟอร์มอย่าง Airbnb ที่ให้บริการปล่อยเช่าที่พักที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศรวมทั้งไทย ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ที่พบว่าคนไทยกว่าครึ่งหนึ่งที่ทำการสำรวจมีความสนใจโมเดลการให้บริการของ Airbnb และอยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนทางด้านอุตสาหกรรมการเช่าอย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ข้อมูลล่าสุดยังพบอีกว่าในปีนี้มีนักท่องเที่ยวจองที่พักผ่าน Airbnb เพื่อท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน

จากปัจจัยข้างต้นทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งทำได้เพียงเช่าที่พัก หรือเลือกที่จะเช่ามากกว่าจะมีที่อยู่อาศัยของตนเอง (อย่างน้อยในช่วงที่ยังไม่สามารถรับภาระการผ่อนระยะยาวได้) ซึ่งทั้งการเช่าและการซื้อที่อยู่อาศัยต่างก็มี “ข้อดี” แตกต่างกันดังนี้้

เช่าบ้าน
• สามารถตัดสินใจโยกย้ายที่อยู่อาศัยให้ใกล้กับที่ทำงานหรือที่เรียนได้ง่าย
• ไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษาบ้าน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการหาผู้รับเหมา เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าของบ้าน
• ไม่มีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการดาวน์ การผ่อนชำระเป็นเวลานานถึง 20-30 ปี ไปจนถึงเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับขึ้น-ลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ
• เหมาะสมกับผู้ที่ยังมีรายได้ไม่มากนักและยังไม่พร้อมจะมีภาระผ่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 20-30 ปี
• เมื่อพบเจอเพื่อนบ้านหรือสภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่ ก็สามารถตัดใจหาที่อยู่ใหม่ได้ทันที
• สามารถบริหารจัดการรายได้ได้ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องรับภาระอื่นๆ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน หรือค่าบำรุงรักษาส่วนกลางนิติบุคคล เป็นต้น

ซื้อบ้าน
• สามารถใช้ประโยชน์จากภาษี โดยเอาดอกเบี้ยเงินกู้บ้านมาลดหย่อนภาษีได้ (บุคคลธรรมดานำดอกเบี้ยมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 1 แสนบาท)
• ออกแบบตกแต่งหรือต่อเติมหรือที่อยู่อาศัยได้ตามสไตล์ที่ต้องการ
• รัฐบาลมักมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย เช่น โครงการบ้านล้านหลัง ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำจากธนาคารของรัฐ
• เป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันการขอสินเชื่อได้
• มีต้นทุนในการอยู่อาศัยคงที่ แต่ถ้าเช่าบ้านอาจต้องจ่ายค่าเช่าเพิ่มขึ้นซื้อไว้เพื่อลงทุนเก็งกำไรในอนาคต เพราะมีผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยจากธนาคาร
• ซื้อไว้เพื่อลงทุนเก็งกำไรในอนาคต เพราะมีผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยจากธนาคาร

เมื่อพิจารณาด้านนโยบายจากภาครัฐ จะเห็นได้ว่ามีการออกกฏหมายเพื่อคุ้มครองผู้เช่าที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดย…

• ผู้ให้เช่าไม่สามารถเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าได้เกินกว่าหนึ่งเดือน และเงินประกันมูลค่าเกินกว่าค่าเช่าหนึ่งเดือน
• ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนสิ้นสุดสัญญาได้ โดยต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ให้เช่ารับทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
• ผู้ให้เช่าไม่สามารถกําหนดอัตราค่าบริการกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาเกินกว่าอัตราที่ผู้ให้บริการกระแสไฟฟ้าน้ำประปาเรียกเก็บจากผู้ให้เช่าได้

ซึ่งกฎหมายใหม่นี้ จะเพิ่มความคุ้มครองให้กับผู้เช่าที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้เช่าสามารถตัดสินใจเช่าได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ทั้งผู้เช่าและผู้ให้เช่ายังได้ประโยชน์จากความโปร่งใสในกระบวนการกำหนดเงื่อนไขการเช่าที่มีแนวทางชัดเจนอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านเป็นของตนเอง ภาครัฐก็มีนโยบายเพื่อสนับสนุนหลายโครงการ เช่น

• โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ (โครงการบ้านล้านหลัง) ที่สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และจัดซื้อหรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท
• โครงการบ้านประชารัฐที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 ด้วยการสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองบนที่ดินที่รัฐกำหนดไว้ ซึ่งมีโครงการที่พักอาศัย เช่น บ้านแฝด บ้านแถว อาคารชุดพักอาศัย พื้นที่ไม่ต่ำกว่า 28 ตารางเมตร ขายในระดับราคา 350,000 – 700,000 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตามนอกจากนโยบายจากภาครัฐจะช่วยสนับสนุนการเช่าและการซื้อที่อยู่อาศัยข้างต้นแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเช่าและการซื้อที่อยู่อาศัยบางส่วนด้วย อย่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2563 ส่วนหนึ่งของข้อบังคับเป็นการเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้างประเภทบ้านพักอาศัย บ้านหลังที่สองรวมถึงห้องชุดและอาคารพาณิชย์ อาจจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ดังกล่าวนำมาปล่อยเช่าเพื่อหารายได้แทนที่จะปล่อยว่างและต้องเสียภาษีทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายรายการที่ไม่ต้องการขายหรือไม่สามารถขายได้เนื่องจากซัพพลายในตลาดมีเกินกว่าดีมานด์ เมื่อจำนวนที่อยู่อาศัยปล่อยเช่ามีจำนวนมากขึ้น จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากการเช่าลดลง

ไม่ว่าจะตัดสินใจซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัย การมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกทั้งประเภทอสังหาริมทรัพย์ การออกแบบที่ถูกใจ และที่ตั้งในทำเลที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตล้วนเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากปัจจัยภายนอกดังกล่าวแล้ว การพิจารณาปัจจัยภายในคือการสำรวจความพร้อมและความต้องการของตัวเองก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ในฐานะสื่อกลางในการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของไทย มีทั้งข้อมูลและคำแนะนำจากกูรูที่จะช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น

รู้จักกับ DDproperty

DDproperty (ดีดีพร็อพเพอร์ตี้) เป็นเว็บไซต์สื่อกลางซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย และเป็นเว็บไซต์ในเครือ PropertyGuru Group (พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป) ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเอเชีย อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากผู้ที่กำลังค้นหาบ้านทั่วภูมิภาคเอเชียที่เข้ามาเยี่ยมชมและใช้บริการบนเว็บไซต์กว่า 25 ล้านรายในแต่ละเดือน
พร็อพเพอร์ตี้กูรูและบริษัทในเครือช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยทั่วภูมิภาคได้เข้าถึงรายการประกาศขาย-เช่าที่มีมากกว่า 2 ล้านรายการ อีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงลึกและโซลูชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคในสิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งสำคัญได้อย่างมั่นใจ
PropertyGuru.com.sg เริ่มให้บริการครั้งแรกในปี 2550 ด้วยการปฏิวัติตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ด้วยการนำระบบออนไลน์เข้ามาใช้และช่วยให้การหาบ้านมีความโปร่งใสมากขึ้น ในช่วงเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา พร็อพเพอร์ตี้กูรูได้พัฒนาและเติบโตจากสื่ออสังหาฯ ชั้นนำของภูมิภาคมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง มีเว็บไซต์สื่อกลางอสังหาฯ อันดับ 1 อยู่ภายใต้การบริหาร มีแอปพลิเคชั่นที่มีรางวัลเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ มีแพล็ตฟอร์มที่ดีที่สุดเพื่อช่วยส่งเสริมการขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาฯ อย่าง PropertyGuru FastKey อีกทั้งยังมีบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ที่สำคัญ ๆ อาทิ การจัดงานแจกรางวัลด้านอสังหาฯ กิจกรรมส่งเสริมการตลาด รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วภูมิภาคเอเชีย
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่ www.ddproperty.com

ข้อมูลอ้างอิง:
• ธนาคารแห่งประเทศไทย; รายงานนโยบายการเงินมีนาคม 2562
• MBO Partners State of Independence; Digital Nomadism: A Rising Trend
• ฝ่ายพัฒนาองค์กรและธุรกิจ กองทุนบำเหน็จบำนาญ; รู้รอบด้าน การวางแผนการเงิน
• กระทรวงการคลัง; พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อาจารย์ มจพ. ได้รับรางวัล Industry Solutions Award ครั้งแรกในประเทศไทยจาก IEOM Society International เพื่อการพัฒนาหลักสูตร ป.โท เป็น TH Industry 4.0

ศ.ดร.อรรถกร เก่งพล เป็นศาสตราจารย์ทางวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้รับรางวัล Industry Solutions Award และ EU (Erasmus+ Programme Capacity-Building projects in the field of Higher Education: E+CBHE) ในการให้ทุนในการพัฒนาหลักสูตร Master’s Degree Program in Industrial Engineering for Thailand Sustainable Smart Industry – MSIE 4.0 ในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย และอุตสาหกรรมไทยจะได้นำหลักสูตรนี้มาปรับใช้ในการเรียนการสอนของประเทศไทยในการผลิตวิศวกรที่มีความพร้อมต่อ Thailand Smart Industry 4.0

สืบเนื่องจากทุนวิจัยจาก European Union (EU) เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะเนื่องจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกต่างก็สนใจในการขอรับทุนทั้งสิ้น ในปี 2017 มีมหาวิทยาลัยจากทั่วโลกส่งเอกสารขอทุน EU (Erasmus+ Programme Capacity-Building projects in the field of Higher Education: E+CBHE) จำนวน 756 International Proposals มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้ร่วมกับอีก 8 มหาวิทยาลัยในประเทศไทยและยุโรป เป็นผู้ขอทุนทุนวิจัยจาก European Union (EU) โดยทุนวิจัยจาก European Union (EU)

นี้คือการพัฒนาหลักสูตร Master’s Degree Program in Industrial Engineering for Thailand Sustainable Smart Industry – MSIE 4.0 โดยต้องผ่านทั้งเกณฑ์มาตรฐานและคุณภาพของการวิจัย ซึ่งจะคัดเลือกการให้ทุนแก่นักวิจัยที่มีความสามารถยอดเยี่ยมและสร้างสรรค์ รวมถึงการบูรณาการเครือข่ายองค์กรความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของงานวิจัย อีกทั้งยังช่วยองค์กรในการพัฒนานวัตกรรมการคิดค้นทางเทคโนโลยี เป็นการขับเคลื่อนด้วยการทำงานใช้ทรัพยากรร่วมกัน ด้วยคุณภาพจาก KMUTNB ทำให้ Industrial Engineering and Operations Management Society (IEOM) Society International, Michigan USA ซึ่งเป็นองค์กรระดับสากลที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลานานพิจารณาให้รางวัล Industry Solutions Award ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ได้รับ In Recognition and Appreciation of Pioneering IE4.0 Research and Manufacturing Excellence in the National and International Level in the Industrial Engineering and Operations Management Profession

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ต้องขอขอบคุณทาง IEOM Society International, USA ที่มอบรางวัล Industry Solutions Award ดังกล่าว

ขวัญฤทัย ข่าว – ภาพ


 

Exit mobile version